<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวสารกิจกรรมของกรมประชาสัมพันธ์]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/index/id/13</link>
<atom:link href="https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/index/id/13" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ดีอี - เกษตรฯ ขับเคลื่อน “One Data” เชื่อมข้อมูลการเกษตร ลดความซ้ำซ้อน พัฒนาภาคเกษตรของประเทศ]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/540999</link>
<guid isPermaLink="false">c8db74ebbef49229188e598be4b8506c</guid>
<pubDate>Sat, 12 Sep 2026 12:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงผลการจัดทำฐานข้อมูลการเกษตรบูรณาการและสถิติการเกษตรของประเทศ (One Data) ประจำปี 2569 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลภาคการเกษตร 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมหม่อนไหม และการยางแห่งประเทศไทย โดยได้รวบรวมข้อมูลกว่า 300 ล้าน Records และรายการข้อมูลกว่า 1,000 รายการ โดยนำข้อมูลที่มีโครงสร้างและรูปแบบที่แตกต่างกันมาจัดทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน มีความเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน ทั้งการนิยาม รายการข้อมูล การจำแนกประเภท และรหัสข้อมูล ในปี 2570 ได้เตรียมขยายการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการกำหนดนโยบายและยกระดับการบริหารจัดการภาคการเกษตรของประเทศให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและเกษตรกร โดย One Data จะเป็นกลไกสำคัญในการนำข้อมูลการเกษตรมาสนับสนุนการตัดสินใจและกำหนดนโยบายได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะการรับมือกับความท้าทายภาคการเกษตร ทั้งปัญหาเกษตรกรสูงวัยและการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ สนับสนุนการนำ Smart Farming เทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสริมทักษะดิจิทัลมาใช้เพื่อลดภาระ เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างรายได้ให้เกษตรกร ควบคู่กับการพัฒนา One Data ให้เป็นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง&nbsp;เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรให้มีเสถียรภาพมากขึ้น</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20260912272950eb4589f85ca400a0a2e1893caa120452.jpg' type='image/jpg' length='1521070' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“คลัง” เปิดตัว “สินเชื่อ AI นกกระซิบ” ใช้ข้อมูลยอดขายจริง ช่วยผู้ค้ารายย่อย SMEs เข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้น]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/540708</link>
<guid isPermaLink="false">b423f5bc7f8be3fcdf9131c1ed26cc2c</guid>
<pubDate>Fri, 11 Sep 2026 08:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดตัวโครงการ &ldquo;สินเชื่อ AI นกกระซิบ&rdquo; เพื่อช่วยผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ประกอบการรายย่อย และ SMEs ให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น โดยนำข้อมูลยอดขายจริงจากการดำเนินธุรกิจมาใช้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ช่วยลดข้อจำกัดของผู้ประกอบการที่มีรายได้ ลูกค้า และยอดขายจริง แต่ยังขาดเอกสารหรือข้อมูลทางการเงินที่สถาบันการเงินใช้พิจารณา โดย AI &ldquo;นกกระซิบ&rdquo; เป็นบริการภายในแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ซึ่งสามารถวิเคราะห์ยอดขาย แนวโน้มรายได้ ช่วยวางแผนธุรกิจ เปรียบเทียบผลประกอบการกับร้านค้าใกล้เคียงหรือร้านค้าประเภทเดียวกัน รวมถึงวิเคราะห์ยอดขายจากโครงการภาครัฐ เช่น ไทยช่วยไทย พลัส โดยข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปประกอบการยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการได้ ด้านธนาคารกรุงไทยจัดทำ &ldquo;สินเชื่อนกกระซิบเพื่อร้านค้าถุงเงิน&rdquo; ประกอบด้วย สินเชื่อ SME ไซส์เล็ก วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 3.5 ต่อปี คงที่ 2 ปีแรก และสินเชื่อสิบหมื่น วงเงินสูงสุด 500,000 บาทต่อราย ดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 11 ต่อปี ผ่อนเริ่มต้น 500 บาทต่อเดือน โดยทั้ง 2 โครงการไม่คิดค่าธรรมเนียมขอสินเชื่อ ทางด้านธนาคารออมสินจัดทำสินเชื่อ &ldquo;ออมสิน QR มหาเฮง x นกกระซิบ&rdquo; วงเงินสูงสุด 50,000 บาทต่อราย ดอกเบี้ยคงที่ 0.75% ต่อเดือน ใช้ข้อมูลยอดขาย ประวัติรับชำระผ่าน QR และข้อมูลเชิงพฤติกรรมประกอบการพิจารณา ไม่ต้องใช้หลักประกัน และไม่คิดค่าธรรมเนียมขอสินเชื่อ ขณะเดียวกัน บสย. สนับสนุนผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อนาโนพลัสและเครดิตพลัส สำหรับพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และ SMEs ที่ขาดหลักประกันหรือผู้ค้ำประกัน วงเงินค้ำประกันตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 100 ล้านบาท ตามประเภทโครงการ ค่าธรรมเนียมเริ่มต้นร้อยละ 1 ต่อปี พร้อมยกเว้นค่าดำเนินการและค่าธรรมเนียมออกหนังสือค้ำประกันนอกจากนี้ ธ.ก.ส. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ยังร่วมจัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่อภายใต้โครงการ เพื่อรองรับเงินทุนหมุนเวียน สภาพคล่อง และการขยายกิจการ โดยโครงการนี้จึงเป็นการต่อยอด AI จากเครื่องมือวิเคราะห์และวางแผนธุรกิจ ไปสู่การใช้ข้อมูลยอดขายจริงเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ช่วยให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่อง เงินทุนหมุนเวียน โอกาสขยายกิจการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202609119c5bd4ab3e78add53563706028601b5c084444.jpg' type='image/jpg' length='1605828' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทย-สปป.ลาว เร่งแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควันข้ามแดน PM2.5 ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพชีวิตประชาชน]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/540350</link>
<guid isPermaLink="false">544397062e8ed7780c2ab0637ef2db36</guid>
<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 08:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผลักดันความร่วมมือไทย&ndash;สปป.ลาว ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ในโอกาสที่ รศ.ดร.ลินคำ ดวงสะหวัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม สปป.ลาว เยือนไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมเข้าเยี่ยมคารวะนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ยกระดับความร่วมมือในระดับนโยบาย ได้หารือและลงนาม MOU ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันข้ามแดน ฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่การป้องกัน เฝ้าระวัง แลกเปลี่ยนข้อมูล จนถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ที่ได้รับความเห็นชอบจาก ครม. ครอบคลุมการควบคุมมลพิษ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการภัยพิบัติ เทคโนโลยีสำรวจระยะไกล และการพัฒนาบุคลากร โดยประเทศไทยพร้อมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการร่วมภายใต้ &ldquo;ยุทธศาสตร์ฟ้าใส&rdquo; (CLEAR Sky Strategy) พ.ศ. 2567&ndash;2573 อย่างต่อเนื่อง เน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อน สถานการณ์ไฟป่า คุณภาพอากาศ การคาดการณ์หมอกควัน และการประสานงาน เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนและเข้าดำเนินการในพื้นที่ได้รวดเร็วขึ้น พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการปฏิบัติการฝนหลวง เทคโนโลยีและนวัตกรรมการดับไฟป่า รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลรักษาป่า นอกจากนี้ยังเสนอการใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์ ส่งเสริมพลังงานชีวมวล และเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดการเผาในที่โล่งและลดแหล่งกำเนิด PM2.5 ด้านการสนับสนุนเชิงปฏิบัติ ได้มอบเครื่องเป่าลม 30 เครื่อง และเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศอัตโนมัติ 4 เครื่อง ให้แก่ สปป.ลาว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดับไฟป่า การเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ และควบคุมผลกระทบจากหมอกควันข้ามพรมแดน และยังเตรียมส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการไฟป่าไปถ่ายทอดองค์ความรู้และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ พร้อมนำคณะ สปป.ลาว ศึกษาดูงานระบบ War Room และการบริหารจัดการแบบ Single Command ที่จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่การใช้ข้อมูล การประสานกำลัง การสั่งการ จนถึงการปฏิบัติจริงในพื้นที่ เพื่อลดโอกาสการเกิดและการสะสมของมลพิษข้ามแดน ลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน จากการแจ้งเตือนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณภาพอากาศที่ดีขึ้น และการลดความเสี่ยงจากฝุ่น PM2.5 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งการลดมลพิษข้ามแดน ยกระดับคุณภาพอากาศ ปกป้องสุขภาพ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20260910d24979eb91da8090348941c25415caf4080755.jpg' type='image/jpg' length='1310233' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบความร่วมมือไทย-ลาว สร้างสะพานเชียงแมน - หลวงพระบาง เชื่อมคมนาคม เพิ่มมูลค่าการค้า-การท่องเที่ยว]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/540241</link>
<guid isPermaLink="false">32a49872cd380ad4396742a50d21afff</guid>
<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 15:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาล สปป.ลาว สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมน&ndash;หลวงพระบาง ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ วงเงินรวมทั้งสิ้น 1,783,671,500 บาท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงคมนาคมระหว่างไทยกับ สปป.ลาว โดยอนุมัติให้ สพพ. ดำเนินโครงการตามขอบเขต รูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขทางการเงินที่กำหนด พร้อมอนุมัติให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณเป็นรายปีในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2571&ndash;2574 รวม 4 ปี จำนวน 891,835,750 บาท และเห็นชอบให้ สพพ. กู้เงินจากสถาบันการเงินภายในประเทศ ตามเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากนี้หาก สปป.ลาว ผิดนัดชำระหนี้ จะใช้เงินสะสมชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยไปก่อน และหากขาดสภาพคล่องสามารถขอรับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล ทั้งนี้โครงการสะพานเชียงแมน&ndash;หลวงพระบาง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (Connectivity) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะการขยายโอกาสด้านการค้าระหว่างจังหวัดน่านกับเมืองหลวงพระบาง และเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่งระหว่างสองประเทศ รวมทั้งจะช่วยลดระยะเวลาเดินทางระหว่างน่านกับหลวงพระบางได้อย่างน้อย 30&ndash;45 นาที ทำให้การขนส่งสินค้าสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น ด้านการท่องเที่ยว คาดว่าในช่วง 5 ปีแรก จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนจังหวัดน่านเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 80,000 คน สร้างรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 360 ล้านบาท โครงการดังกล่าวจึงมีความสำคัญทั้งในมิติการคมนาคม การค้า การท่องเที่ยว และการกระชับความสัมพันธ์ไทย&ndash;ลาว ตลอดจนสะท้อนความร่วมมืออย่างยั่งยืนและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20260909d347a6dfdc85cbb0f0b6692f22569173154717.jpg' type='image/jpg' length='1480472' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ประเสริฐ” เร่งแก้ปัญหาหนี้สินครู ลดภาระหนี้-ดอกเบี้ย ป้องกันหนี้เพิ่ม มีเงินเหลือเพียงพอดำรงชีวิต ]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/539043</link>
<guid isPermaLink="false">c3151e02b0aa7160aae1ef7000772440</guid>
<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 08:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เร่งแก้ปัญหาหนี้สินครูทั่วประเทศ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของบุคลากรครูในภาพรวม เพื่อให้ครูสามารถใช้ชีวิตและปฏิบัติวิชาชีพได้อย่างมีความสุข ทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ โดยต้องรวบรวมหนี้ทั้งจากสถาบันการเงินและสหกรณ์ต่าง ๆ มารวมไว้ที่เดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นตัวกลางในการเจรจาหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ สนับสนุนการแก้ไขกฎหมาย เพื่อช่วยเหลือข้าราชการครูที่อยู่ในภาวะล้มละลาย สนับสนุนมาตรการควบคุมดูแลให้ครูต้องมีเงินเดือนเหลือใช้จ่าย ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 และแก้ปัญหาหนี้ทั้งระบบ โดยเฉพาะหนี้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นภาระสำคัญของครูจำนวนมาก ข้อมูลจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ พบว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 116 แห่ง มีสมาชิก 862,539 ราย และมีเงินให้กู้รวม 1,141,545 ล้านบาท ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมีค่าเฉลี่ย 5.60% และสูงสุดถึง 9% ดังนั้น จึงต้องแก้ตั้งแต่ต้นทางของเงินทุน ไปจนถึงการบริหารหนี้ของครูแต่ละคนกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แก้ไขปัญหาหนี้สินครู ใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1. การปรับหาแนวทางในการจัดตั้งสหกรณ์กลางเข้ามาเป็นองค์กรกลางในการแก้ไขปัญหา พิจารณาระเบียบ ข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2. มาตรการในการหักส่งชำระหนี้สหกรณ์ โดยให้สมาชิกมีเงินเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างน้อยร้อยละ 30 ของเงินได้รายเดือน และการใช้ระบบ Credit Lock เครื่องมือในการควบคุมทางการเงิน เพื่อไม่ให้ก่อหนี้เพิ่ม 3. การหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้จัดตั้ง คณะกรรมการร่วมทั้ง 2 กระทรวง เพื่อเร่งศึกษารายละเอียดทั้งด้านมาตรการ แหล่งเงินทุน แนวทางปรับหนี้ และข้อกฎหมาย ก่อนรายงานผลภายใน 30 วัน นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้ร่วมกับธนาคารออมสิน จัดโครงการ &ldquo;ออมสินก้าวไปกับครู&hellip;ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน&rdquo; เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับสมาชิก ช.พ.ค. &ndash; ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เหลือ 3.50% ต่อปี ถึงเดือนธันวาคม 2570 จากเดิมประมาณ 6&ndash;7% เพื่อให้เงินงวดที่ชำระในแต่ละเดือนถูกนำไปตัดเงินต้นมากขึ้น ช่วยลดภาระหนี้และเพิ่มโอกาสปิดหนี้ได้เร็วขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20260907235dab111821cdeffbc37dd1c9f5db77082148.jpg' type='image/jpg' length='1247255' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ปกรณ์” ชี้ถึงเวลาพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ ดัน Open Government ลดงานซ้ำซ้อน ลดรายจ่าย ปรับปรุงกฎหมาย]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/538962</link>
<guid isPermaLink="false">a1103fab25c9ed33b5323dc66f6d3d9b</guid>
<pubDate>Sun, 06 Sep 2026 14:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำด้านบุคลากรสูงถึงร้อยละ 73 ซึ่งรัฐบาลมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ อ.ก.พ. กระทรวง ดำเนินการดังนี้ 1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป 2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575 3. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ และให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลัง และให้ สำนักงาน ก.พ. จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง โดยความคืบหน้าขณะนี้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญมีความคืบหน้า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง และเห็นชอบหลักการสำคัญแล้ว ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ปรับกำลังคน 2. ปรับกระบวนงาน และ 3. ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้โครงสร้างภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจ เน้นย้ำ &ldquo;การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ&rdquo; ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ และเป็นภาครัฐระบบเปิด (Open Government) ฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเชื่อมโยงกัน ประชาชนติดต่อราชการง่ายขึ้น ประเทศจะลดภาระรายจ่ายประจำ มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีระบบราชการที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202609068e1adbd6cbb1d72108bb35fc8c652b14141644.jpg' type='image/jpg' length='1205921' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เร่งจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ สั่งรวมข้อมูลภายใน 1 สัปดาห์ ตั้งอนุ 4 ชุด วางเกณฑ์ปฏิบัติภายใน 1 เดือน]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/538865</link>
<guid isPermaLink="false">232cf38f3dfc9413a350242ff343aad5</guid>
<pubDate>Sat, 05 Sep 2026 14:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่รองรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล หลังพบข้อกังวลของประชาชนต่อการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ชุมชนเมือง และผู้ประกอบการบางรายอาจใช้ช่องว่างของกฎหมาย ภาครัฐจึงต้องเร่งกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม กำหนดนิยามและสถานะทางกฎหมายของดาต้าเซ็นเตอร์ การคุ้มครองข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากกำหนดทิศทางได้อย่างเหมาะสม ประเทศไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและนวัตกรรมของภูมิภาค ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ เร่งบูรณาการข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ให้เป็นชุดข้อมูลเดียวกัน ภายในวันที่ 11 กันยายน 2569 จัดระเบียบและวางกติกาการกำกับดูแลให้ครอบคลุมดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภท ออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ที่สอดคล้องกับความต้องการและยุทธศาสตร์ของประเทศ และกำหนดเกณฑ์ประเมินเพื่อคัดเลือกโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ภายในเดือนกันยายน 2569 ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า จะจัดทำ Dashboard รวบรวมข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ สายไฟ ผังเมือง กฎหมาย และข้อบังคับ เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีข้อมูลตรงกัน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กำหนดแนวทางสำคัญ ได้แก่ ค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ไฟสะอาดไม่น้อยกว่า 60% มาตรฐานระบบสำรองไฟ และหลักเกณฑ์ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำการกำกับดูแลผังเมือง ไฟฟ้า และน้ำ พร้อมชะลอการให้บริการไฟและน้ำแก่ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าขณะนี้ไม่มีผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ส่วนนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า กรุงเทพมหานคร จะชะลอการพิจารณา 3 โครงการที่ยังไม่อนุมัติจนกว่าจะมีนโยบายที่ชัดเจน</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20260905a4cc02ab9fc82ae71decfaebefa6025b144039.jpg' type='image/jpg' length='1365591' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“สุรศักดิ์” ตั้งเป้ายกระดับไทยสู่จุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ อาหาร-วัฒนธรรม-สุขภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างความสุขให้นักท่องเที่ยว]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/538638</link>
<guid isPermaLink="false">28744289c16aedf9a5d16e1ee2540ec7</guid>
<pubDate>Fri, 04 Sep 2026 14:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำหนดทิศทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในปี 2570 ภายใต้แนวคิด &ldquo;The Year of Transformation&rdquo; มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่ Asia&rsquo;s No.1 High-Value &amp; Meaningful Destination และเป็นจุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ที่เดินทางท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน ตั้งเป้าการท่องเที่ยวเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 กระจายนักท่องเที่ยวระหว่างเมืองหลักและเมืองรองที่ 60 ต่อ 40 ปรับสมดุลตลาดและกลุ่มนักท่องเที่ยว ควบคู่การกระจายรายได้สู่ 19 พื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ เปิดตัว &ldquo;น้องสุขใจ&rdquo; และ &ldquo;น้องรักยิ้ม&rdquo; คาแรกเตอร์ใหม่ที่จะถ่ายทอดเสน่ห์ไทยและสร้างความผูกพันกับนักท่องเที่ยว ผ่านแคมเปญ &ldquo;365 ไทยเที่ยวไทย เที่ยวได้ทั้งปี&rdquo; และ &ldquo;สุขทันที ที่เที่ยวไทย เติมเมืองไทย...ให้ใจได้ฮีล&rdquo; ผ่านการออกแบบ Theme Experience ครอบคลุมอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละภูมิภาค เพื่อสร้างเหตุผลใหม่ในการเดินทาง และต่อยอดเครือข่าย UNESCO Thailand Network และแหล่งท่องเที่ยวชุมชนกว่า 55 แห่ง เดินหน้าสร้างอัตลักษณ์เมืองผ่าน Signature Destination Branding นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย อุบลราชธานี สงขลา ตราด และสมุทรสงคราม พร้อมทั้งสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ 4 ด้าน เชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับ Life Economy อาหาร ภูมิปัญญาไทย เทศกาลอัตลักษณ์ไทย นอกจากนี้ยังขับเคลื่อน &ldquo;เชียงใหม่สู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง&rdquo; ทั้งเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ได้แก่ &ldquo;Wellness Hill&rdquo; (สะเมิง&ndash;หางดง) และ &ldquo;Wellness Hot-Spring&rdquo; (แม่ออน&ndash;สันกำแพง) เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) &ldquo;Coffee &amp; Tea&rdquo; ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ ซึ่งสามารถสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202609043962f28df69f04946ce01fefaee65321150041.jpg' type='image/jpg' length='1526560' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พลโท อดุลย์” พัฒนากำลังพลสู่ยุค AI–Digital รู้เท่าทันสื่อ–ภัยไซเบอร์ ยกระดับการป้องกันประเทศในมิติดิจิทัล]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/538637</link>
<guid isPermaLink="false">fb02f21f2b719eaacba65012fe05bdff</guid>
<pubDate>Fri, 04 Sep 2026 14:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดโครงการ &ldquo;ความร่วมมือสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ เสริมพัฒนาศักยภาพกําลังพลด้านปัญญาประดิษฐ์&rdquo; ในกิจกรรมความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA เพื่อพัฒนาทักษะ Digital Literacy และ AI Literacy ให้แก่กำลังพลและครอบครัว วางรากฐาน &ldquo;กำลังพลดิจิทัล&rdquo; และยกระดับการป้องกันประเทศสู่ Digital Defense พร้อมขยายผลไปยังหน่วยทหารทั้ง 4 ภาค ครอบคลุม กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ พร้อมระบุว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูล และการตัดสินใจ แต่ก็นำมาซึ่งภัยคุกคามใหม่ ทั้งภัยไซเบอร์ การบิดเบือนข้อมูล และความเสี่ยงต่อข้อมูลด้านความมั่นคง จึงต้องพัฒนากำลังพลให้ &ldquo;ใช้ AI เป็น รู้เท่าทันภัยไซเบอร์ และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง&rdquo; ควบคู่กับคุณธรรม จริยธรรม กฎหมาย และความรับผิดชอบ เพื่อขับเคลื่อนกระทรวงกลาโหมสู่ Data-Driven Organization และ AI-Driven Organization โดยมุ่งสร้าง &ldquo;อาวุธทางปัญญา&rdquo; ให้กำลังพลสามารถคิด วิเคราะห์ และใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ พร้อมเสริมการรู้เท่าทันสื่อด้วยหลัก &ldquo;คิดก่อนคลิก คิดก่อนเชื่อ คิดก่อนแชร์&rdquo; โดยย้ำว่า AI ต้องเป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพของมนุษย์ ไม่ใช่ทดแทนกระบวนการคิดและการเรียนรู้ ด้าน AIS สนับสนุนการ Upskill&ndash;Reskill และระบบโทรศัพท์สำหรับกำลังพลตามแนวชายแดน 30,000 ระบบ ขณะที่ DGA โดย TDGA สนับสนุนหลักสูตร AI Literacy การบริหารจัดการข้อมูล และจริยธรรม AI เพื่อร่วมขับเคลื่อนกระทรวงกลาโหมสู่ AI-Ready Defense พร้อมย้ำว่า ความมั่นคงยุคใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจาก &ldquo;คน&rdquo; ที่มีความรู้ ใช้เทคโนโลยีเป็น รู้เท่าทันภัยคุกคาม และสามารถนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจ</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20260904f3e3842557d5b211878adbf26a249063145758.jpg' type='image/jpg' length='1361785' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ซาบีดา” ชวนเที่ยวงาน “สี สรรค์ ไทย” สัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมไทย “กิน เที่ยว ชม ลอง เรียนรู้” ถึง 6 ก.ย. ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/538373</link>
<guid isPermaLink="false">2b80e482db0f30318a0d500b663e7b27</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 16:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดงานมหกรรมวัฒนธรรมเเห่งชาติ สี สรรค์ ไทย: COLORS OF THAI THAI ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 &ndash; 6 กันยายน 2569 ภายใต้แนวคิด &ldquo;สี สรรค์ ไทย : สัมผัสสีสัน สร้างสรรค์วัฒนธรรมไทย&rdquo; ถ่ายทอดวัฒนธรรมที่อยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน ทั้งพระมหากรุณาธิคุณ อาหาร ดนตรี การแสดง งานหัตถศิลป์ ภูมิปัญญา ประเพณี เทศกาล และความเชื่อ ซึ่งล้วนสะท้อนอัตลักษณ์และความผูกพันของผู้คนกับชุมชนและถิ่นเกิด นำมาต่อยอด สร้างสรรค์ และสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยพาผู้ชมออกเดินทางผ่านวิถีชีวิตไทย ทั้ง 5 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 &ldquo;สีสันแห่งแรงบันดาลใจ&rdquo; ถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณและพระกรุณาธิคุณ ของสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ โซนที่ 2 &ldquo;สีสันแห่งรสชาติไทย&rdquo; นำเสนอเรื่องราวจาก &ldquo;ข้าว&rdquo; สู่ &ldquo;อาหารรสชาติ...ที่หายไป (The Lost Taste)&rdquo; โซนที่ 3 &ldquo;สีสันแห่งศิลปะการแสดงไทย&rdquo; รวบรวมศิลปะการแสดงจากทั่วประเทศ ทั้งลิเก หมอลำ ลูกทุ่ง หนังใหญ่ โขน โนรา ดนตรี การแสดงร่วมสมัย และคอนเสิร์ต โดยเปิดโอกาสให้ผู้ชมลงมือสืบสานการตอกหนังใหญ่ ร้อยลูกปัดโนรา ทำเครื่องประดับศีรษะล้านนา แกะสลักรูปหนังตะลุง และการเขียนสีหัวโขน โซนที่ 4 &ldquo;สองมือช่าง&rdquo; ได้สัมผัส เรียนรู้ภูมิปัญญาไทยและหัตถศิลป์ไทย และลงมือทอผ้าฝ้ายเข็นมือย้อมสีธรรมชาติ การทำยาดมสมุนไพร การจักสานไม้ไผ่ การเขียนเครื่องเบญจรงค์ การระบายสีผ้าบาติก และการทำน้ำปรุงไทย และโซนที่ 5 &ldquo;สีสันแห่งมรดกไทย ศรัทธา และวิถีประเพณี&rdquo; พาทุกคนสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรม ประเพณี เทศกาล ผ่าน Immersive Cultural Experience ได้เรียนรู้และลงมือทำหน้ากากผีตาโขน โพน ธงตะขาบ เทียนพรรษา พวงมโหตร โคมล้านนา สะท้อนความเชื่อและประเพณีที่ยังคงมีชีวิต เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับชุมชนและถิ่นเกิดผ่านโซน 10 สุดยอดเที่ยวชุมชนยลวิถี ซึ่งช่วยต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ ขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาร่วมเปิดประสบการณ์ &ldquo;สีสันแห่งวัฒนธรรมไทยทุกภูมิภาค&rdquo; มาร่วม &ldquo;กิน เที่ยว ชม ลอง และเรียนรู้&rdquo; ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 6 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา10.00-21.00 น. ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 7 - 8 เมืองทองธานี&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20260903316d30fd7e6c57733764dcddd0bac1ad163829.jpg' type='image/jpg' length='1513229' />
</item>
</channel>
</rss>
