<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวสารกิจกรรมของกรมประชาสัมพันธ์]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/index/id/13</link>
<atom:link href="https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/index/id/13" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดงาน Global Sustainable Tourism Conference 2026 (GSTC 2026) ที่จังหวัดภูเก็ต โดยมีผู้แทนจาก 55 ประเทศ เข้าร่วม เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของโลก ]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/496653</link>
<guid isPermaLink="false">5325b009fa5c4833f43e5c00bfe7dade</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 12:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; วันนี้ (&nbsp;22 เม.ย.69) นายสรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดเวทีประชุมระดับนานาชาติงาน Global Sustainable Tourism Conference 2026 (GSTC 2026) ที่จังหวัดภูเก็ต โดยมีผู้แทนจาก 55 ประเทศ กว่า 600 คน เข้าร่วม เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ Mr. Luigi Cabrini (อ่านว่า มิสเตอร์ ลุย-จี คา-บรี-นี) ประธานบริหาร GlobalSustainable Tourism Council (GSTC) ร่วมด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ จังหวัดภูเก็ตมีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และการเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมนานาชาติ (MICE) ทำให้การประชุมครั้งนี้มุ่งสู่สร้างมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืน (GSTC Criteria) อย่างเป็นทางการ พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ การกระจายรายได้สู่ชุมชน และการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยยังคงเดินหน้าเพื่อตอกย้ำการเติบโตเชิงคุณค่า ควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมเดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวและการท่องเที่ยวคุณภาพสูง โดยชูภูเก็ตเป็นต้นแบบการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างสมดุล และสะท้อนบทบาทของไทยในการก้าวสู่ผู้นำด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนบนเวทีโลกต่อไป</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202604227fd31a8210b13c74a8e0a01d0acd177d125945.jpg' type='image/jpg' length='230350' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบตั้ง “กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” ขยายเวลาจ่ายเงินค่าปลงศพเหตุน้ำท่วมใต้ ถึง 8 มิ.ย.]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/496583</link>
<guid isPermaLink="false">1382661c0035e659008ff8311a8e5c5c</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 10:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ครม. เห็นชอบจัดตั้ง &ldquo;กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย&rdquo; ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เนื่องจากปัจจุบันภัยพิบัติเกิดถี่และรุนแรงขึ้น แม้รัฐมีการช่วยเหลือผ่านงบกลาง แต่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้การเยียวยาล่าช้า ตั้งแต่ปี 2546-2569 รัฐใช้งบช่วยเหลือผู้ประสบ ภัยพิบัติรวมประมาณ 1.23 แสนล้านบาท เฉลี่ยปีละ 5.3 พันล้านบาท ปี 2569 ใช้งบสูงถึง 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งการจัดตั้งกองทุนจะทำให้มีแหล่งเงิน สำหรับให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู ผู้ประสบสาธารณภัยได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาที่มุ่งพัฒนาระบบการดูแลประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติให้ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน นอกจากนี้ ครม. ได้เห็นชอบทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เพื่อจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และตรัง ตั้งแต่วันที่ 17-30 พฤศจิกายน 2568 จำนวนเงิน 164 ล้านบาท ซึ่งยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ จำนวน 109 ราย จึงขยายระยะเวลาจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัยออกไปจนถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เพื่อให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตที่ตกค้างได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/2026042250c9e584a66c379403f9ae2a8aa29e25102342.jpg' type='image/jpg' length='1500851' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” คงอันดับ Baa1 – ไทยหวนติด Top 25 FDICI สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนฟื้นตัว]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/496574</link>
<guid isPermaLink="false">33bb7c34da98c7099555e560fb810272</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 10:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; (22 เม.ย. 69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงความยินดีต่อกรณีที่ Moody&rsquo;s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก &ldquo;เชิงลบ&rdquo; เป็น &ldquo;มีเสถียรภาพ&rdquo; และคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa1 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล<br />
&nbsp; &nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับมุมมองดังกล่าวมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายช่วยลดความไม่แน่นอน และเอื้อต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากมาตรการส่งเสริมของรัฐบาล อาทิ Thailand Fast Pass ซึ่งช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการเติบโตในอนาคต แม้ระดับหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และไม่กระทบต่อเสถียรภาพโดยรวม อีกทั้งประเทศไทยยังมีฐานะการเงินระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง และมีเงินสำรองเพียงพอรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก<br />
ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศประจำปี 2569 (The 2026 Kearney FDI Confidence Index: FDICI) ระบุว่า ประเทศไทยกลับเข้าสู่ 25 อันดับแรกของโลกได้อีกครั้ง หลังจากไม่ติดอันดับต่อเนื่อง 2 ปี (2567&ndash;2568) นับจากปี 2566 สะท้อนว่าประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนต่างชาติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ เป็นผลจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลที่มุ่งเป้าอย่างชัดเจน ผ่านการขยายสิทธิประโยชน์ของ BOI ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ Data Center ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; การที่ Moody&rsquo;s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเป็น &ldquo;มีเสถียรภาพ&rdquo; ควบคู่กับการที่ประเทศไทยกลับเข้าสู่ 25 อันดับแรกของโลกในดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI) สะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของเสถียรภาพเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายภาครัฐ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนใหม่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp;&ldquo;นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิดในระยะปัจจุบัน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเร่งวางรากฐานเพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ มุ่งสู่การเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะกลางและระยะยาว ตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน&rdquo;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20260422cd5b107a805834ef29ae6356562217c1101138.jpg' type='image/jpg' length='82587' />
</item>
<item>
<title><![CDATA["อรรษิษฐ์" สั่งการ 5 ข้อ กำชับผู้ว่าฯ 4 จังหวัดชายแดนไทย-เมียนมา "ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย" ยกระดับเฝ้าระวังสถานการณ์การสู้รบเมียนมา บูรณาการทุกหน่วยงานความมั่นคงดูแลความปลอดภัยประชาชน]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/496566</link>
<guid isPermaLink="false">6767857feea591699f8e6e8ec704f49e</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 09:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; (21 เม.ย. 69) เวลา 18.00 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในปัจจุบันสถานการณ์การสู้รบภายในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมามีแนวโน้มทวีความรุนแรง และขยายตัวในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณตรงข้ามแนวชายแดนไทยในรัฐกะเหรี่ยงและรัฐคะยา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &quot;จากสถานการณ์ดังกล่าว พบการปะทะระหว่างกองกำลังรัฐบาลเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์หลายจุด โดยใช้กำลังทางทหาร อากาศยาน และอาวุธวิถีโจมตีเป้าหมาย อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนเมียนมาได้รับผลกระทบ บาดเจ็บ เสียชีวิต และหนีภัยเข้ามาใกล้แนวชายแดนไทย ขณะเดียวกัน มีความเสี่ยงจากกระสุนหรืออาวุธตกในเขตพื้นที่ไทย ซึ่งอาจกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา&quot;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบต่อความปลอดภัยประชาชนตามแนวชายแดน และรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ กระทรวงมหาดไทย จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย ยกระดับความเข้มข้นดูแลพื้นที่ 5 ด้าน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ ได้แก่&nbsp;<br />
1. ประสานการปฏิบัติและบูรณาการหน่วยงานฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ โดยเพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และเฝ้าระวังช่องทางธรรมชาติ เฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายกำลังอาวุธ หรือการล้ำแดน พร้อมทั้งซักซ้อม และเตรียมความพร้อมแผนเผชิญเหตุ กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือสถานการณ์มีการลุกลามเข้ามาในเขตแดนไทย&nbsp;<br />
2. แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้รับทราบสถานการณ์ หลีกเลี่ยงพื้นที่ชายแดนหรือพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมความพร้อมการดำเนินการตามแผนอพยพประชาชนในพื้นที่แนวชายแดน และกำหนดจุดปลอดภัย/ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พร้อมใช้งาน<br />
3. เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่สำคัญ&nbsp;<br />
4. ให้ความสำคัญด้านการบริหารจัดการข้อมูลและการสื่อสาร โดยสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง ลดความตื่นตระหนกและป้องกันข่าวปลอม&nbsp;<br />
5. เฝ้าระวังและควบคุมการข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจตรา และเฝ้าระวังการลักลอบนำเข้า - ส่งออกสินค้าข้ามแดนที่เป็นสิ่งผิดกฎหมายทุกประเภท</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202604220e4c115e1ab953410afc29bbde4f195d100326.jpg' type='image/jpg' length='176008' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กองทัพบก ผนึกกำลัง ท่องเที่ยวและกีฬา – ททท. ลงนาม MOU ดัน “ท่องเที่ยวเขตทหาร” สร้างจุดหมายใหม่ทั่วประเทศกว่า 400 แห่ง]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/496477</link>
<guid isPermaLink="false">17356e3efcdedd63a5b16f059cce6db6</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 17:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;(21 เม.ย. 69) กองทัพบกจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง &ldquo;การส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยว การนันทนาการ และการกีฬาในเขตทหารและพื้นที่ในความรับผิดชอบของกองทัพบก&rdquo; ณ อาคารศรีสิทธิสงคราม กองบัญชาการกองทัพบก กรุงเทพมหานคร โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพบก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;ในการนี้ นายบุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว ในฐานะผู้แทนปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมลงนามกับ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ พลเอกชิษณุพงศ์ รอดศิริ รองผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก<br />
ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ภายใต้แนวคิด &ldquo;Cluster&rdquo; ที่มุ่งใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะในบริบทของสถานการณ์โลกที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กองทัพบกได้เปิดพื้นที่ในความรับผิดชอบกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ ให้สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งออกกำลังกาย และพื้นที่นันทนาการ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสม พร้อมสนับสนุนกำลังพลเป็นกลไกสำคัญในการดูแล อำนวยความสะดวก และร่วมพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ<br />
ความร่วมมือดังกล่าวยังมุ่งยกระดับ &ldquo;แหล่งท่องเที่ยวเขตทหาร&rdquo; ให้เป็นจุดหมายปลายทางรูปแบบใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภายใต้แนวคิด &ldquo;ท่องเที่ยวเขตทหาร ทุกสถานที่ ล้วนมีตำนาน&rdquo; โดยผสานเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ความสำคัญของพื้นที่ และการเรียนรู้พระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย เข้ากับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และการกีฬา<br />
&nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนโดยรอบ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ ควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาพกายและใจของประชาชน ผ่านกิจกรรมกีฬาและนันทนาการที่หลากหลาย<br />
&nbsp; &nbsp;กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและการกีฬาไทยให้มีมาตรฐาน ปลอดภัย และยั่งยืน พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ที่น่าประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาวต่อไป</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20260421e6f53138117f23be788dac0c3357e228175354.jpg' type='image/jpg' length='93892' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ไชยชนก” สั่งการบูรณาการข้อมูล BDI - ดาวเทียมอุตุฯ สร้าง One Map แก้ปัญหาภัยพิบัติชาติ  ]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/496271</link>
<guid isPermaLink="false">c162dc031124e0dea377a98d9054fc2c</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 12:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(20 เม.ย. 69) นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป้า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5 ) กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ณ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมประชุมติดตามสถานการณ์ ร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม&nbsp;<br />
นายไชยชนก เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากประเด็นการหารือการบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการปัญหาภัยพิบัติ อาทิ การแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5 ) รวมทั้งอุทกภัย ระหว่าง กระทรวงดีอี กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ได้มีการกำหนดแนวทางในนำระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) ของแต่ละหน่วยงานมาจัดทำแผนในการบริหารจัดการภัยพิบัติต่างๆ ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น (One Stop Map) เช่น แผนบรรเทาสาธารณภัยไฟป่า โดยมีข้อมูลเป้าหมายไฟป่า (ตำแหน่ง/ความรุนแรง/แนวไฟป่า), การควบคุมห้วงอากาศ และข้อมูลที่สำคัญอื่นๆ มาจัดทำเป็น Overlay แผนที่ทับซ้อนบนแผนที่ดิจิทัล&nbsp;<br />
สำหรับการสร้างระบบ One Map จะมีประโยชน์ในการบริหารจัดการสถานการณ์ ทรัพยากร การจัดทำรายงาน Dashborad แบบ Real time และสามารถส่งออกข้อมูลต่าง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ ในรูปแบบต่างๆ<br />
ทั้งนี้ตนได้มอบหมายให้กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)&nbsp; และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการข้อมูล โดยให้กรมอุตุนิยมวิทยา ใช้ดาวเทียมพยากรณ์อากาศตรวจสอบจุด Hot spot ร่วมกับการสนับสนุนข้อมูลเทคโนโลยี LiDAR ของกองทัพอากาศ และกรมแผนที่ทหาร เพื่อจัดทำสร้างภาพจำลองพื้นผิวและสภาพแวดล้อมเป็นแบบ 2 มิติ / 3 มิติ ที่มีความแม่นยำสูง ในการจัดทำระบบตรวจจับคลื่นพลังงานความร้อน (FIR) และการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับให้มีความถี่การอัพเดทข้อมูลด้านภัยพิบัติทุกๆ 2 ชม.จากวันละ 1 ครั้ง&nbsp;&nbsp;<br />
ในส่วนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) จะเป็นหน่วยงานสนับสนุนการสำรวจข้อมูลต่างๆ และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI&nbsp; จะทำหน้าที่บูรณาการข้อมูลและประมวลผลด้วยเทคโนโลยี Big Data จัดทำฐานข้อมูลกลาง สนับสนุนการบริหารจัดการปัญหาสาธารณภัยต่างๆ อาทิ ไฟป่า ฝุ่นละออง (PM 2.5) ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานมากกว่า 30 หน่วยงาน ที่มีข้อมูลสำคัญ เช่น จุดความร้อน สภาพอากาศ การใช้ที่ดิน เขตการปกครองและข้อมูลสุขภาพ&nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงดีอี จะเป็นหน่วยงานบูรณาการจัดทำ One map รวมถึงสนับสนุนด้านเทคนิค สำหรับการจัดการสาธารณภัยตามประเภทของภัยชนิดต่างๆ รวมถึงแผนที่ความเสี่ยงภัยพิบัติ (Risk Map) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA&nbsp; เพื่อการสร้างแพลตฟอร์มรองรับโดยเฉพาะ รวมทั้ง กระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมการปกครอง และอื่น ๆ) กระทรวงกลาโหม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงคมนาคม สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ GISTDA สำนักงานสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) เป็นต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ รวมถึงการยกระดับการป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างยั่งยืนต่อไป&rdquo; นายไชยชนก กล่าว</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20260421f0f052460d7b8fb380b63e6756833f62125306.jpg' type='image/jpg' length='558708' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[โฆษกรัฐบาลขอบคุณ คปท. สะท้อนเสียงประชาชน ย้ำรับฟังทุกข้อคิดเห็น]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/496268</link>
<guid isPermaLink="false">78180d3eba03915649cc67c64c6bc50c</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 12:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(21 เม.ย. 69) เวลา 09.30 น. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับหนังสือข้อร้องเรียนจากเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เครือข่ายแรงงาน และเครือข่ายเกษตรกร ณ บริเวณทำเนียบรัฐบาล&nbsp;<br />
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณ คปท. และ สรส. ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนนำเสนอข้อห่วงใยและสะท้อนความกังวลต่อรัฐบาล พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลรับทราบทุกประเด็นที่มีการยื่นเสนอผ่านช่องทางต่าง ๆ หากเรื่องใดที่พิจารณาแล้วเสร็จก็จะมารายงานให้ทราบ<br />
สำหรับประเด็นสำคัญ อาทิ กรณี MOU44 มีความชัดเจนในทิศทางการดำเนินการแล้ว ส่วนการดูแลความเดือดร้อนของประชาชนและแรงงาน โดยเฉพาะการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายก็จะมีมาตรการออกมาจากนี้ รวมถึงแนวคิดการพัฒนา Entertainment Complex เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศและส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งขอยืนยันว่าไม่มีประเด็นกาสิโน ขณะเดียวกัน ในด้านความมั่นคง จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลาโหม ประชาชนในพื้นที่ และมิติด้านการต่างประเทศอย่างรอบด้าน<br />
ทั้งนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลเข้าใจความกังวลของทุกภาคส่วน และพร้อมเร่งแก้ไขปัญหา บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเต็มที่ หากมีเรื่องใดที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันที จะต้องมีการชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจน พร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการสะท้อนเสียงของประชาชนมาโดยตลอด<br />
โดยข้อเสนอเชิงนโยบายและข้อห่วงใย 5 ประการของ คปท. ประกอบด้วย<br />
1. ขอให้รัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบอย่างเร่งด่วน โดยคำนึงถึงความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่เพื่อแสวงหาผลกำไรเพียงอย่างเดียว<br />
2. ขอให้ยกเลิกข้อตกลงไทย&ndash;กัมพูชา MOU43 และ MOU44 โดยทันที<br />
3. ขอให้เร่งปฏิรูปโครงสร้างค่าจ้างแรงงาน ให้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ครอบคลุมทุกอาชีพ<br />
4. ขอให้เร่งปฏิรูประบบรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา รถไฟ ให้มีประสิทธิภาพ โดยไม่ใช่การแปรรูปในลักษณะเดียวกับ ปตท.<br />
5. ขอให้เร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม และความเสมอภาคของประชาชนทุกคน</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/2026042162ff5e2c41dd88ee45ef741894c23236124959.jpg' type='image/jpg' length='521577' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ยศชนัน” เดินหน้าสู้วิกฤต PM2.5 ทันที ย้ำ อว. หนุนทั้งองค์ความรู้-อุปกรณ์ พร้อมเปิดช่องช่วยพื้นที่หน้างานหากขาดแคลน เร่งดูแลภาคเหนือ-ประสานวิเคราะห์แหล่งฝุ่นในและนอกประเทศ]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/496267</link>
<guid isPermaLink="false">3d3f0ac3c3b59012ac7231fa0b530245</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 12:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(21 เม.ย. 69) ที่ทำเนียบรัฐบาล ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงแนวทางรับมือสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ว่า การแก้ปัญหาดังกล่าวสามารถเดินหน้าควบคู่กันได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอการพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เนื่องจากมีการประสานงานและสื่อสารระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้รัฐมนตรีทุกคนปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่</p>

<p>ในส่วนของการกำกับดูแลพื้นที่ภาคเหนือ ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า ได้จัดวางเครือข่ายประสานงานไว้แล้ว หากพื้นที่ใดมีข้อขัดข้องหรือขาดแคลนสามารถแจ้งเข้ามาได้ทันที ขณะที่กระทรวง อว. ดำเนินการสนับสนุนในขอบเขตที่ทำได้ภายใต้งบประมาณ พร้อมทั้งส่งต่อองค์ความรู้ให้ประชาชนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ด้วยตนเอง โดยยกตัวอย่างกรณีสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ที่เผยแพร่แนวทางการจัดทำอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 69 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีพร้อมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อติดตามสถานการณ์โดยตรง</p>

<p>รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาฝุ่นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ แต่ยังครอบคลุมพื้นที่แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ พะเยา รวมถึงบางส่วนของภาคกลาง พร้อมยืนยันว่ากระทรวง อว. จะให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง การลงพื้นที่ของตนมีเป้าหมายเพื่อติดตามสถานการณ์จริง ตรวจสอบความต้องการ และสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน โดยมีการตั้ง War room เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการดูแลอาสาสมัครทั้งในด้านการทำงานและสภาพจิตใจ</p>

<p>สำหรับประเด็นการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ศ.ดร.ยศชนัน ชี้แจงว่า กระทรวง อว. ทำหน้าที่หลักด้านการวิเคราะห์แหล่งที่มาของฝุ่นในแต่ละพื้นที่ ซึ่งพบว่าบางกรณีมีปัจจัยจากพื้นที่ชายแดน ขณะที่บางส่วนเป็นปัญหาที่สามารถบริหารจัดการภายในประเทศได้ โดยยืนยันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มดำเนินมาตรการในส่วนนี้แล้ว และจะมีการประสานงานอย่างต่อเนื่องต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202604217dbbf7788e6010578c3c679990b97c54124444.jpg' type='image/jpg' length='57957' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลชี้แจงขึ้นภาษี VAT จาก 7% เป็น 10% เป็นข่าวปลอม ]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/496265</link>
<guid isPermaLink="false">ae7ec35a887d6d0f8cb66c38e2d5d5a6</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 12:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;(21 เม.ย. 69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง ตามที่มีการส่งข้อความในสื่อโซเชียลว่าจะมีการขึ้นภาษี VAT จาก 7% เป็น 10% นั้น เป็นข่าวปลอม รัฐบาลมีแต่จะพิจารณามาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนเท่านั้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;ส่วนประเด็นที่มีการวิจารณ์รัฐบาลว่า รัฐบาลข้ามหัวข้าราชการ จะทำการออกพระราชกำหนดกู้เงิน&nbsp; เพื่อใช้ประคับประคองเศรษฐกิจยามฉุกเฉิน&nbsp; &nbsp;แต่ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลังยังไม่ทราบเรื่อง&nbsp;ขออธิบายว่า รองนายกรัฐมนตรีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เพียงตอบโดยให้ความเห็นทางกฎหมาย ว่า<br />
&ldquo;ถ้าจะออกพระราชกำหนดกู้เงินก็ทำได้ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ คือเป็นกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เช่น วิกฤตโควิด-19 ก็เคยกู้แบบนี้&nbsp; ซึ่งไม่ได้มีปัญหาข้อกฎหมาย&nbsp;และเมื่อถูกถามต่อว่า ขณะนี้เข้าเกณฑ์ 172 ไหม? รองนายกฯ ได้ตอบไปว่า &ldquo;สถานการณ์เช่นนี้ก็เข้านะ เงินคงคลังเหลือไม่มาก ไหนจะผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แถมปีนี้ยังจะมี super El Ni&ntilde;o อีก ซึ่งกระทบต่อผลิตผลทางการเกษตร ต้องมีไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินที่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรอีก&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; นางสาวรัชดา ย้ำว่า การบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลและข้าราชการต้องทำงานร่วมกัน รับฟังกันและกัน การด่วนสรุปว่า มีการตัดสินใจข้ามหัวข้าราชการจึงเป็นความคิดเห็นที่เกินเลยไปมากทีเดียว</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202604215fc1b744f786e3405fca1e495a3b3ddc123846.jpg' type='image/jpg' length='112677' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ย้ำจัดทำงบฯ ปี 2570 ต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” ตอบโจทย์นโยบายสำคัญ 5 ด้าน ยึดหลักความคุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/496189</link>
<guid isPermaLink="false">6918b85f4f71e67106969f9c21c6e38d</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 10:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 3.788 ล้านล้านบาทโดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำการจัดทำงบประมาณจะต้อง &ldquo;ตรงเป้า แม่นยำ&rdquo; ตอบโจทย์นโยบาย &ldquo;10 พลัส&rdquo; และนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ การต่างประเทศและความมั่นคง สังคม ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย โดยการใช้งบประมาณให้ยึดหลักความคุ้มค่า และงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) พิจารณาจากความจำเป็น เร่งด่วน ความเหมาะสมของสถานการณ์ และปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น อีกทั้งสำนักงบประมาณได้ชี้แจงการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณปี พ.ศ. 2570 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เพื่อให้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สามารถประกาศใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยขอให้หน่วยรับงบประมาณทบทวนความเหมาะสม และจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณ ส่งให้สำนักงบประมาณ ภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 สำหรับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา วันที่ 21 เมษายน 2569 เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และนโยบายสำคัญของรัฐบาล ให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด ด้วยการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า ประหยัด มีประสิทธิภาพ สามารถเร่งรัดการกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/2026042117dce84efa1390e28bc31bf0af43b473100949.jpg' type='image/jpg' length='1443458' />
</item>
</channel>
</rss>
