<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวสารกิจกรรมของกรมประชาสัมพันธ์]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/index/id/13</link>
<atom:link href="https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/index/id/13" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[จ.อุดรธานี เตรียมพร้อมทุกเส้นทาง! เดินทางสะดวกสบาย เที่ยวงานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/555018</link>
<guid isPermaLink="false">fbb885d292a1c09e0a48a71f290ab3c2</guid>
<pubDate>Wed, 28 Oct 2026 08:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เตรียมพร้อมออกเดินทางมาสัมผัสความยิ่งใหญ่ของงาน &ldquo;มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569&rdquo; (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ตลอด 134 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 &ndash; 14 มีนาคม 2570<br />
เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาร่วมงานได้อย่างสะดวกสบาย จังหวัดอุดรธานีได้เตรียมความพร้อมด้านการคมนาคมอย่างครอบคลุม เชื่อมโยงการเดินทางทั้งทางอากาศ ทางราง และทางบก พร้อมจัดเตรียมจุดจอดรถในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วเมือง และบริการรถโดยสารรับ-ส่งเข้าสู่พื้นที่จัดงาน ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวตั้งแต่เดินทางมาถึงจังหวัดอุดรธานีจนถึงหน้างาน<br />
🚗 เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว สะดวกด้วยจุดจอดรถและบริการรถรับ-ส่ง<br />
สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว สามารถเลือกใช้บริการจุดจอดรถหลักและจุดเชื่อมต่อรถโดยสารรับ-ส่ง หรือ Shuttle Bus ซึ่งจัดเตรียมไว้ตามศูนย์การค้าและสถานที่สำคัญทั่วเมืองอุดรธานี&nbsp;<br />
โดยมีแผนให้บริการรถรับ-ส่งทุก ๆ 10 นาที เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางจากจุดจอดรถไปยังพื้นที่จัดงาน รวมถึงอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่เดินทางมาจากสนามบิน สถานีรถไฟ และสถานีขนส่งผู้โดยสาร พื้นที่จอดรถที่จัดเตรียมไว้รองรับรถยนต์ได้มากกว่า 1,000 คัน ประกอบด้วย<br />
📍 จุดที่ 1: โลตัส พลัส อุดร รองรับรถยนต์ได้ 170 คัน<br />
📍 จุดที่ 2: ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี รองรับรถยนต์ได้ 166 คัน<br />
📍 จุดที่ 3: ลานเดอะแลนด์ ศูนย์การค้ายูดีทาวน์ อุดรธานี รองรับรถยนต์ได้ 451 คัน<br />
📍 จุดที่ 4: กลุ่มพื้นที่ห้างสรรพสินค้าและปั๊มน้ำมัน ได้แก่ แม็คโคร อุดรธานี 2 (บ้านเลื่อม), ปั๊มน้ำมันบางจาก (บจก. บีเอ็นจี), ปั๊มน้ำมันบางจาก (บจก. เลิศพัฒนาปิโตรเลียม), Premium Outlet Udon Thani และ GO Wholesale Udonthani<br />
การกระจายจุดจอดรถในหลายพื้นที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวเลือกจุดจอดได้ตามความเหมาะสม พร้อมวางแผนต่อรถเข้าสู่พื้นที่จัดงานได้สะดวกยิ่งขึ้น ลดความยุ่งยากในการเดินทาง และเพิ่มความคล่องตัวในการเข้าร่วมงาน<br />
🚆 เดินทางด้วยรถไฟ เชื่อมต่ออุดรธานีจากหลายเส้นทาง<br />
นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางด้วยรถไฟสามารถใช้บริการผ่านสถานีรถไฟอุดรธานี โดยการรถไฟ<br />
แห่งประเทศไทยเตรียมความพร้อมขบวนรถไฟรองรับนักท่องเที่ยวรวม 10 ขบวนต่อวัน แบ่งเป็นขาเข้า&nbsp;<br />
5 ขบวน และขาออก 5 ขบวน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางจากจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ หนองคาย และเวียงจันทน์<br />
ขบวนรถไฟขาเข้า (5 ขบวน)<br />
1. ขบวน 416 (รถท้องถิ่น): อุดรธานี &ndash; นครราชสีมา ออกเวลา 05.55 น.<br />
2. ขบวน 76 (รถด่วน): หนองคาย &ndash; กรุงเทพอภิวัฒน์ ถึงอุดรธานีเวลา 07.06 น. / ออกเวลา 07.08 น.<br />
3. ขบวน 418 (รถท้องถิ่น): หนองคาย &ndash; นครราชสีมา ถึงอุดรธานีเวลา 13.38 น. / ออกเวลา 13.40 น.<br />
4. ขบวน 26 (รถด่วนพิเศษ): หนองคาย &ndash; กรุงเทพอภิวัฒน์ ถึงอุดรธานีเวลา 20.17 น. / ออกเวลา 20.20 น.<br />
5. ขบวน 134 (รถเร็ว): เวียงจันทน์ (คำสะหวาด) &ndash; กรุงเทพอภิวัฒน์ ถึงอุดรธานีเวลา 20.57 น. / ออกเวลา 20.59 น.<br />
ขบวนรถไฟขาออก (5 ขบวน)<br />
1. ขบวน 25 (รถด่วนพิเศษ): กรุงเทพอภิวัฒน์ &ndash; หนองคาย ถึงอุดรธานีเวลา 05.39 น. / ออกเวลา 05.44 น.<br />
2. ขบวน 133 (รถเร็ว): กรุงเทพอภิวัฒน์ &ndash; เวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ถึงอุดรธานีเวลา 07.02 น. / ออกเวลา 07.09 น.<br />
3. ขบวน 415 (รถท้องถิ่น): นครราชสีมา &ndash; หนองคาย ถึงอุดรธานีเวลา 11.21 น. / ออกเวลา 11.22 น.<br />
4. ขบวน 75 (รถด่วน): กรุงเทพอภิวัฒน์ &ndash; หนองคาย ถึงอุดรธานีเวลา 16.55 น. / ออกเวลา 16.58 น.<br />
5. ขบวน 417 (รถท้องถิ่น): นครราชสีมา &ndash; อุดรธานี ถึงอุดรธานีเวลา 20.50 น.<br />
📞 สอบถามข้อมูลรถไฟเพิ่มเติม<br />
- สถานีรถไฟอุดรธานี โทร. 042-222-061 ให้บริการเวลา 05.00&ndash;21.00 น.<br />
- สายด่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง<br />
ผู้เดินทางสามารถตรวจสอบตารางเดินรถและเลือกเวลาเดินทางให้เหมาะสมกับแผนการท่องเที่ยว พร้อมวางแผนการเดินทางต่อจากสถานีรถไฟไปยังพื้นที่จัดงานผ่านระบบขนส่งสาธารณะที่เตรียมไว้<br />
✈️ เดินทางด้วยเครื่องบิน บินตรงสู่อุดรธานี สูงสุด 23 เที่ยวบินต่อวัน<br />
สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความรวดเร็วและสะดวกสบายในการเดินทาง ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานีเตรียมพร้อมรองรับตารางบินฤดูหนาว โดยมี 5 สายการบินชั้นนำ ให้บริการเที่ยวบินตรงสู่อุดรธานีสูงสุดถึง 23 เที่ยวบินต่อวัน ครอบคลุมเส้นทางจากกรุงเทพฯ และจังหวัดสำคัญต่าง ๆ ช่วยเพิ่มทางเลือกให้<br />
ผู้เดินทางจากทั่วประเทศสามารถวางแผนมาร่วมงานได้ง่ายยิ่งขึ้น<br />
5 สายการบินที่ให้บริการ ได้แก่<br />
● การบินไทย (Thai Airways): ให้บริการจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำนวน 3 เที่ยวบินต่อวัน<br />
● ไทยแอร์เอเชีย (Thai AirAsia): ให้บริการจากดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต สูงสุด 8 เที่ยวบินต่อวัน<br />
● นกแอร์ (Nok Air): ให้บริการจากดอนเมืองและเชียงใหม่ จำนวน 3&ndash;5 เที่ยวบินต่อวัน<br />
● ไทยไลออนแอร์ (Thai Lion Air): ให้บริการจากดอนเมือง หาดใหญ่ และอู่ตะเภา สูงสุด 5 เที่ยวบินต่อวัน<br />
● ไทยเวียตเจ็ท (Thai Vietjet Air): ให้บริการจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำนวน 4 เที่ยวบินต่อวัน<br />
การเตรียมความพร้อมด้านเที่ยวบินช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทางและรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบตารางเวลาเดินทางและสำรองที่นั่งล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ของแต่ละสายการบิน หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้า (Call Center) ของสายการบินโดยตรง เพื่อวางแผนการเดินทางให้สอดคล้องกับกำหนดการท่องเที่ยวได้อย่างมั่นใจ<br />
🚌 ถึงอุดรธานีแล้ว เดินทางต่อไปยังงานได้ด้วยรถโดยสารสาธารณะ 3 เส้นทาง<br />
เมื่อเดินทางมาถึงจังหวัดอุดรธานีแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถเลือกใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ<br />
รับ-ส่ง ซึ่งจัดเส้นทางแบ่งตามสีเพื่อให้ง่ายต่อการสังเกตและวางแผนการเดินทาง โดยมี 3 เส้นทางหลัก เชื่อมโยงจุดสำคัญ ได้แก่ ตลาดในพื้นที่อำเภอรอบเมือง สถานีขนส่งผู้โดยสาร สถานีรถไฟ และสนามบิน เข้าสู่พื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก<br />
🟤 สายสีน้ำตาล<br />
เส้นทาง: ตลาดกุมภวาปี &gt; บขส. 1 &gt; พื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก<br />
&nbsp; &nbsp;● จำนวนรถให้บริการ 10 คัน<br />
&nbsp; &nbsp;● เที่ยวไป 25 เที่ยว และเที่ยวกลับ 25 เที่ยว รวม 50 เที่ยวต่อวัน<br />
&nbsp; &nbsp;● เที่ยวแรกเวลา 07.00 น.<br />
&nbsp; &nbsp;● เที่ยวสุดท้ายขากลับจากพื้นที่จัดงานเวลา 20.00 น.<br />
🟢 สายสีเขียว<br />
เส้นทาง: ตลาดหนองวัวซอ &gt; สนามบิน &gt; บขส.2 &gt; พื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก<br />
&nbsp; &nbsp;● จำนวนรถให้บริการ 15 คัน<br />
&nbsp; &nbsp;● เที่ยวไป 25 เที่ยว และเที่ยวกลับ 25 เที่ยว รวม 50 เที่ยวต่อวัน<br />
&nbsp; &nbsp;● เที่ยวแรกเวลา 07.00 น.<br />
&nbsp; &nbsp;● เที่ยวสุดท้ายขากลับจากพื้นที่จัดงานเวลา 20.00 น.<br />
🔵 สายสีน้ำเงิน<br />
เส้นทาง: บขส. 1 &gt; สถานีรถไฟ &gt; พื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก<br />
&nbsp; &nbsp;● จำนวนรถให้บริการ 20 คัน<br />
&nbsp; &nbsp;● เที่ยวไป 25 เที่ยว และเที่ยวกลับ 25 เที่ยว รวม 50 เที่ยวต่อวัน<br />
&nbsp; &nbsp;● เที่ยวแรกเวลา 07.00 น.<br />
&nbsp; &nbsp;● เที่ยวสุดท้ายขากลับจากพื้นที่จัดงานเวลา 20.00 น.<br />
รถโดยสารทั้ง 3 เส้นทางช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางจากจุดเชื่อมต่อสำคัญไปยังพื้นที่จัดงาน โดยนักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้เส้นทางให้เหมาะกับจุดเริ่มต้นของตนเอง พร้อมวางแผนเวลาเดินทางไปและกลับได้ล่วงหน้า เพื่อให้การเที่ยวชมงานเป็นไปอย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น<br />
🌸 วางแผนเดินทางง่าย ๆ แล้วมาพบกันที่อุดรธานี! ไม่ว่าจะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถไฟ หรือเครื่องบิน นักท่องเที่ยวสามารถเลือกวิธีเดินทางที่เหมาะกับตนเอง พร้อมใช้บริการจุดจอดรถและระบบรถโดยสารเชื่อมต่อเข้าสู่พื้นที่จัดงานที่เตรียมไว้ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายตลอดเส้นทาง ขอแนะนำให้ตรวจสอบตารางเดินทางและสำรองที่นั่งล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้ให้บริการแต่ละประเภท เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างราบรื่น และมีเวลาเต็มที่กับการสัมผัสความงดงามของพืชพรรณไม้ สวนสวย และนวัตกรรม<br />
สีเขียวระดับโลก&nbsp;<br />
✨ ปักหมุดพร้อมออกเดินทาง แล้วมาร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ระดับโลกไปด้วยกันที่อุดรธานี! พบกันในงาน &ldquo;มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569&rdquo; (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 &ndash; 14 มีนาคม 2570 รวม 134 วัน ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202610287fadd607d65412c95af80bbf40214afc082656.jpg' type='image/jpg' length='1580458' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เคาะปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน “B20-E20” 3 เดือน ลดภาระค่าครองชีพประชาชน กระตุ้นการใช้พลังงานทางเลือกจากผลิตผลทางการเกษตร]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/555017</link>
<guid isPermaLink="false">8305242d8e469297ce18d1eb336ec7c8</guid>
<pubDate>Wed, 28 Oct 2026 08:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นและค่อนข้างผันผวน คณะรัฐมนตรีจึงมีมติปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซลประเภท B20 จาก 5.953 บาทต่อลิตร เหลือ 0.431 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ประเภท E20 จาก 6 บาทต่อลิตร เหลือ 0.358 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 27 มกราคม 2570 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้กระทรวงพลังงานพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาพลังงานในระยะยาว สำหรับมาตรการดังกล่าวเป็นการใช้กลไกภาษีสรรพสามิตช่วยแบ่งเบาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีภาระในการชดเชยจำนวนมาก ควบคู่กับการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยมุ่งลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนภาคการขนส่งและภาคธุรกิจ ตลอดจนสนับสนุนผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรไทย ทั้งปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ยังคงสัดส่วนอัตราภาษีตามกลไกราคาคาร์บอนที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพื่อรักษามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่การใช้พลังงานทางเลือก สนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศไทย นายกรัฐมนตรี ย้ำว่าต้องการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมัน E20 และ B20 มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความต้องการสินค้าเกษตร และเป็นอีกทางหนึ่งในการช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตร พร้อมลดต้นทุนด้านน้ำมัน ขณะที่ คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันฯ ประเภทน้ำมันดีเซล B20 ชดเชยลดลง 2.58 บาทต่อลิตร เป็น 5.86 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ชดเชยลดลง 3.75 บาทต่อลิตร เป็น 2.08 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกทั้ง B20 และ E20 ลดลงเหลือราคา 33.50 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันประเภทอื่นราคาคงเดิม มีผลวันที่ 28 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20261028d68f4eef9f74a7b7bc36985d04dc16da082536.jpg' type='image/jpg' length='1403399' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” รัฐสนับสนุนค่าซื้ออุปกรณ์-ติดตั้ง ตั้งเป้า 1 ล้านครัวเรือน ลดค่าไฟกว่า 24,500 ล้านบาทต่อปี ขายไฟส่วนเกินสร้างรายได้]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/555015</link>
<guid isPermaLink="false">3c2e98888de155c5dc76f501e7028fcc</guid>
<pubDate>Wed, 28 Oct 2026 08:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีมติ อนุมัติโครงการ &ldquo;โซลาร์ ภาคประชาชน&rdquo; ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ กรอบวงเงินรวม 50,000 ล้านบาท ตั้งเป้าสนับสนุนประชาชน 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ได้รับเงินสนับสนุนค่าซื้ออุปกรณ์และติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รายละ 50,000 บาท เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานของประเทศ โดยโครงการเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2569&ndash;31 มกราคม 2570 โดยประชาชนสามารถใช้เงินตนเองหรือขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ และยังคงได้รับสิทธิเงินสนับสนุน 50,000 บาท ขณะที่ไฟฟ้าส่วนเกินสามารถจำหน่ายให้ กฟน. หรือ กฟภ. ได้ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย พร้อมกำหนดมาตรฐานราคา การติดตั้ง การรับประกัน และการควบคุมผู้ให้บริการอย่างเป็นระบบ ภายหลังการประชุม ครม. นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานเปิดตัวโครงการ &ldquo;โซลาร์ ภาคประชาชน&rdquo; โดยย้ำว่า การส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือกเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนหลังคาบ้านให้เป็นแหล่งผลิตพลังงาน เปลี่ยนภาระค่าไฟเป็นเงินออม และเปิดโอกาสให้ประชาชนสร้างรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกิน จากการประเมินเบื้องต้น โครงการมีศักยภาพช่วยลดภาระค่าไฟฟ้ารวมมากกว่า 24,500 ล้านบาทต่อปี พร้อมสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก การจ้างงาน ความมั่นคงทางพลังงาน และการเตรียมความพร้อมของไทยต่อกติกาการค้าโลกและการเข้าเป็นสมาชิก OECD</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20261028160f01b37c59659123629f611609ae0a082309.jpg' type='image/jpg' length='1611509' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พลิกโฉม “ไผ่” สู่นวัตกรรมสีเขียวแห่งอนาคต เปิดประสบการณ์พาวิลเลียนความยั่งยืน ในงานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/554597</link>
<guid isPermaLink="false">8f1cb4f5f911a5060e4b6a84718ef324</guid>
<pubDate>Tue, 27 Oct 2026 08:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ชวนทุกคนมาเปิดประสบการณ์ใหม่ ทำความรู้จักกับไผ่ในมุมที่ไม่เคยเห็น ผ่านพาวิลเลียนที่นำธรรมชาติมาผสานกับความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยี ภายใต้แนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายในงาน &ldquo;มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569&rdquo; (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) โดยมีกรอบแนวคิด BCG Model และหลักการ ESG เป็นแนวทางในการสื่อสารเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กัน<br />
หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจ คือการนำวัสดุธรรมชาติอย่าง &ldquo;ไผ่ซางหม่น หรือ ไผ่นวลราชินี&rdquo; มาถ่ายทอดศักยภาพในฐานะวัตถุดิบที่สามารถต่อยอดได้มากกว่าการใช้ประโยชน์แบบดั้งเดิม จากพืชที่พบเห็นได้ในวิถีชีวิตของผู้คน สู่แนวคิดการพัฒนาเป็นวัสดุสำหรับงานออกแบบ สถาปัตยกรรม และผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และการเชื่อมโยงภาคการเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์<br />
แนวคิดนี้ได้รับการถ่ายทอดผ่าน พาวิลเลียนนวัตกรรมยั่งยืน ที่ออกแบบให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้เรื่องราวของไผ่อย่างเป็นลำดับ ตั้งแต่ต้นทางของการเพาะปลูก การนำเสนอความงดงามของสวนไผ่ การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ การประยุกต์ใช้ในงานสถาปัตยกรรม ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างเกษตรกร นักวิจัย และนักลงทุน เพื่อให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และโอกาสในการพัฒนาทางเศรษฐกิจในอนาคต</p>

<p>พาวิลเลียนนวัตกรรมยั่งยืน จากต้นไผ่สู่การออกแบบแห่งอนาคต<br />
พาวิลเลียนแห่งนี้ไม่ได้มุ่งนำเสนอเพียงความสวยงามของอาคารหรือวัสดุธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังชวนให้ผู้เข้าชมมองเห็นเส้นทางการใช้ประโยชน์จากไผ่ในมิติต่าง ๆ ตั้งแต่การเพาะปลูก การสร้างประสบการณ์ผ่านการจัดสวน การเพิ่มมูลค่าด้วยการออกแบบ ไปจนถึงการนำไปประยุกต์ใช้ในงานสถาปัตยกรรมและการสร้างพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ โดยแบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 5 โซนหลัก ซึ่งแต่ละโซนมีแนวคิดและบทบาทที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกัน</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>โซนที่ 1 Bamboo Nursery Unfold เปิดโลกการเพาะปลูกและสายพันธุ์ไผ่<br />
จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้พาผู้เข้าชมกลับไปทำความรู้จักกับต้นทางของทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านการจัดแสดงการเพาะปลูกและสายพันธุ์ไผ่ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของไผ่ในฐานะพืชที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นวัตถุดิบสำหรับการใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ ไผ่เป็นพืชที่มีบทบาทในวิถีชีวิตของผู้คนมาอย่างยาวนาน ทั้งในด้านการก่อสร้าง เครื่องใช้ในครัวเรือน งานหัตถกรรม และการใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร การนำไผ่มาศึกษาและพัฒนาต่อยอดจึงเป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้เห็นว่า พืชที่คุ้นเคยสามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าการใช้ประโยชน์แบบเดิม เมื่อมีการวางแผนการเพาะปลูกและการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม โซนนี้จึงเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเรียนรู้ ตั้งแต่การทำความเข้าใจวัตถุดิบ ไปจนถึงการมองเห็นโอกาสในการนำไผ่ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และวัสดุสำหรับการใช้งานในอนาคต</p>

<p>โซนที่ 2 Bamboo Infinite Garden สวนไผ่กับความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด<br />
จากการเรียนรู้เรื่องสายพันธุ์และการเพาะปลูก ก้าวต่อมาคือการสัมผัสกับสวนไผ่ที่นำเสนอผ่านการออกแบบในรูปแบบภาพลวงตา สร้างประสบการณ์การรับชมที่แตกต่าง พร้อมสื่อถึงแนวคิดเรื่องความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์จากไผ่ที่สามารถต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง การออกแบบสวนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างความร่มรื่นหรือความสวยงามให้แก่พื้นที่ แต่ยังเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับศักยภาพของวัสดุธรรมชาติ ไผ่สามารถถูกนำมาพิจารณาในมิติของการออกแบบพื้นที่ การสร้างบรรยากาศ ตลอดจนการพัฒนาเป็นวัสดุสำหรับงานอุตสาหกรรมและงานสถาปัตยกรรม ชื่อ &ldquo;Bamboo Infinite Garden&rdquo; จึงสะท้อนแนวคิดการเปิดมุมมองใหม่ต่อไผ่ จากพืชธรรมชาติที่ผู้คนคุ้นเคย สู่ทรัพยากรที่สามารถสร้างสรรค์รูปแบบการใช้งานได้หลากหลาย และเป็นจุดเชื่อมโยงไปสู่การเพิ่มมูลค่าด้วยการออกแบบในโซนถัดไป</p>

<p>โซนที่ 3 Original to Design Resilience เปลี่ยนวัสดุธรรมชาติให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม<br />
เมื่อเห็นศักยภาพของไผ่ในฐานะวัตถุดิบแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการนำมาพัฒนาและแปรรูปให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ผสานคุณสมบัติและเอกลักษณ์ของวัสดุธรรมชาติเข้ากับแนวคิดร่วมสมัย โซนนี้นำเสนอผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปไผ่ที่มีรูปแบบการออกแบบทันสมัย สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการนำวัตถุดิบจากภาคการเกษตรมาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานและตลาดที่หลากหลาย โดยการออกแบบเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างความแตกต่าง เพิ่มคุณค่าให้กับวัสดุ และเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์จากไผ่สามารถก้าวสู่การใช้งานในระดับอุตสาหกรรม แนวคิดนี้ยังเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จากต้นไผ่ที่เริ่มต้นในแปลงเพาะปลูก สู่สวนที่สร้างประสบการณ์ และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการออกแบบ โซนนี้จึงช่วยให้เห็นเส้นทางของการสร้างมูลค่าจากทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น<br />
โซนที่ 4 Transformation of Isan Tieng Na สถาปัตยกรรมอีสานผสานนวัตกรรมวัสดุ<br />
อีกหนึ่งจุดที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับแนวคิดสมัยใหม่ คือการนำแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมอีสานอย่าง &ldquo;เถียงนา&rdquo; มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบพื้นที่จัดแสดง สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิตของผู้คน วัสดุธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม เถียงนาเป็นภาพแทนของวิถีชีวิตชนบทอีสานที่เชื่อมโยงกับการทำเกษตรกรรมและการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น การนำรูปแบบดังกล่าวมาต่อยอดจึงช่วยสร้างเรื่องราวที่เชื่อมโยงรากฐานทางวัฒนธรรมเข้ากับการออกแบบร่วมสมัย พร้อมเปิดมุมมองถึงความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้วัสดุธรรมชาติกับงานสถาปัตยกรรม ตามแนวคิดการจัดแสดงที่ระบุไว้ โซนนี้นำเสนอเทคโนโลยีวัสดุแปรรูปสมัยใหม่ เช่น GLULAM และ CLT จากไม้ไผ่ เพื่อแสดงแนวทางการพัฒนาวัสดุสำหรับงานก่อสร้างและการออกแบบอาคาร โดยมุ่งเชื่อมโยงคุณค่าของวัสดุธรรมชาติเข้ากับความต้องการใช้งานในยุคปัจจุบัน การนำเสนอในโซนนี้จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องของรูปแบบอาคาร แต่ยังชวนให้ผู้เข้าชมมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิม เทคโนโลยีวัสดุ และการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม</p>

<p>โซนที่ 5 Bamboo So (Dialogue) Ground พื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้และโอกาสทางเศรษฐกิจ<br />
หลังจากเรียนรู้ตั้งแต่ต้นทางของการเพาะปลูก ไปจนถึงการออกแบบและประยุกต์ใช้วัสดุไผ่ในงานสถาปัตยกรรมแล้ว โซนสุดท้ายทำหน้าที่เป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง Bamboo So (Dialogue) Ground ออกแบบเป็นพื้นที่รูปทรงดอกบัว เพื่อรองรับกิจกรรมเสวนาและการพูดคุยระหว่างเกษตรกร นักวิจัย และนักลงทุน เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเพาะปลูกการแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และโอกาสในการนำไผ่ไปใช้ประโยชน์ในภาคส่วนต่าง ๆ พื้นที่ดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนานวัตกรรมจากทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการเชื่อมโยงความรู้จากหลายภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้พัฒนากระบวนการแปรรูป นักออกแบบ ไปจนถึงผู้ประกอบการและผู้ใช้ประโยชน์ปลายทาง การมีพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จึงช่วยสร้างความเข้าใจร่วมกัน และเปิดโอกาสให้แนวคิดการพัฒนาไผ่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การใช้งานจริงและการต่อยอดทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต<br />
นอกเหนือจากการใช้ไผ่ในงานออกแบบและสถาปัตยกรรมแล้ว แนวคิดการจัดแสดงยังกล่าวถึงการนำไผ่ไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น เพื่อสะท้อนศักยภาพของวัสดุธรรมชาติที่สามารถต่อยอดได้หลากหลาย&nbsp;<br />
หนึ่งในแนวทางที่นำเสนอคือ ถ่านชีวภาพ (Biochar) จากไผ่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากชีวมวล โดยแนวคิดการจัดแสดงกล่าวถึงการนำมาใช้ปรับปรุงดินและน้ำ อีกทั้งยังมีการกล่าวถึง Bamboo Bio-plastic หรือการพัฒนาวัสดุที่ใช้ส่วนประกอบจากไผ่ ซึ่งสะท้อนความพยายามในการค้นหาแนวทางเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและพัฒนาวัสดุทางเลือก</p>

<p>แนวคิดเหล่านี้เชื่อมโยงกับการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์หลายรูปแบบ ตั้งแต่การนำวัตถุดิบไปใช้ในงานก่อสร้าง การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการศึกษาแนวทางใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ ทั้งนี้ ประสิทธิภาพและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัสดุแต่ละประเภทจำเป็นต้องพิจารณาจากกระบวนการผลิต คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ และผลการทดสอบที่เกี่ยวข้อง<br />
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Legacy Plan หรือแผนการใช้ประโยชน์หลังจบงาน ซึ่งให้ความสำคัญกับการวางแผนว่าพื้นที่และองค์ประกอบต่าง ๆ ของพาวิลเลียนจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้อย่างไร แทนที่จะสิ้นสุดการใช้งานพร้อมกับการจบกิจกรรม เช่น การเก็บรักษาพื้นที่สวนไว้เป็นสวนสาธารณะ การรื้อถอนและนำชิ้นส่วนไปจัดแสดงในรูปแบบ Installation Art ภายในกิจกรรมอื่น หรือการบริจาควัสดุและอาคารให้หน่วยงานอื่นนำไปใช้ประโยชน์ต่อ<br />
การวางแผนในลักษณะนี้ช่วยขยายมุมมองของการจัดงานจากการสร้างพื้นที่เพื่อจัดแสดงในช่วงเวลาหนึ่ง ไปสู่การพิจารณาคุณค่าของวัสดุ พื้นที่ และองค์ประกอบต่าง ๆ ในระยะยาว สอดคล้องกับแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการลดการสูญเปล่าจากการดำเนินงาน เมื่อเชื่อมโยงกับกรอบแนวคิด BCG Model และ ESG พาวิลเลียนแห่งนี้จึงสามารถใช้เป็นพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ การสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยการบรรลุเป้าหมายด้านการลดคาร์บอนหรือ Net Zero จำเป็นต้องมีข้อมูลการประเมินผลรองรับอย่างเหมาะสม<br />
พาวิลเลียนนวัตกรรมยั่งยืน จึงเป็นหนึ่งในแนวทางการจัดแสดงที่เชื่อมโยงธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และแนวคิดการพัฒนาสมัยใหม่เข้าด้วยกัน ผ่านเรื่องราวของไผ่ ตั้งแต่การเพาะปลูก การจัดสวน การออกแบบผลิตภัณฑ์ การประยุกต์ใช้ในสถาปัตยกรรม ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการวางแผนใช้ประโยชน์หลังจบงาน<br />
ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถร่วมสัมผัสการจัดแสดงด้านพืชสวน ความหลากหลายทางชีวภาพ และแนวคิดนวัตกรรมการเกษตรในงาน &ldquo;มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569&rdquo; ระหว่างวันที่&nbsp;1พฤศจิกายน 2569 &ndash; 14 มีนาคม 2570 รวม 134 วัน ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี ร่วมเปิดมุมมองใหม่ต่อทรัพยากรธรรมชาติ เรียนรู้การต่อยอดภูมิปัญญาสู่แนวคิดร่วมสมัย และสัมผัสประสบการณ์พืชสวนระดับนานาชาติได้ภายในงานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/2026102790aa4e7cc1b3760d1e2e86739707c976082013.jpg' type='image/jpg' length='1914149' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่งทุกหน่วยเร่งให้ความช่วยเหลือ ระดมกำลังเจ้าหน้าที่-อุปกรณ์ เตือนประชาชนภาคใต้ยังมีฝนตกหนักให้เฝ้าระวังต่อเนื่อง]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/554594</link>
<guid isPermaLink="false">d4a25319a7252f2af39e89813e59eff5</guid>
<pubDate>Tue, 27 Oct 2026 08:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการทุกส่วนราชการเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดภูเก็ต ทำความสะอาด ฟื้นฟูพื้นที่ สำรวจความเสียหาย และเยียวยาตามระเบียบราชการ โดยสถานการณ์ส่วนใหญ่เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ พร้อมประสานดูแลนักท่องเที่ยวที่ยังติดค้างในโรงแรมพื้นที่ป่าตอง ด้านนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการระบายน้ำบริเวณหน้า ภูเก็ตแฟนตาซี ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เร่งสนับสนุนและส่งเครื่องสูบน้ำระยะไกลเข้ามาติดตั้งในพื้นที่ประสบภัยทันที เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากชุมชนและเส้นทางคมนาคมลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติอย่างเต็มกำลังตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่ ปภ. ส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช และอำเภออ่าวลึก อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ขณะที่ นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดี ปภ. กำชับจังหวัดตรวจสอบระบบระบายน้ำ ย้ำศูนย์ ปภ. เขต 11 สุราษฎร์ธานี เขต 12 สงขลา และเขต 18 ภูเก็ต เตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สั่งการให้ตำรวจท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ดูแลและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ประชาสัมพันธ์ข้อมูลเส้นทางการเดินทาง ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการกรมชลประทานเตรียมรับมือฝนตกหนัก โดย นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ติดตามระบบระบายน้ำในจังหวัดสงขลา โดยเฉพาะคลองระบายน้ำ ร.1 อำเภอหาดใหญ่ นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท สั่งหน่วยงานในพื้นที่ภาคใต้สำรวจเส้นทาง ติดตั้งป้ายเตือนและอุปกรณ์ความปลอดภัย ด้าน นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กำชับเขตสุขภาพที่ 11 และ 12 ตรวจสอบความพร้อมของระบบสาธารณูปโภค เชื้อเพลิงสำรอง 72 ชั่วโมง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202610270001e59c3a774f525305be0d73dd2cad081839.jpg' type='image/jpg' length='1744431' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พามาทำความรู้จัก 10 ไฮไลต์สวนนานาชาติ เปิดโลกพืชพรรณ วัฒนธรรม และนวัตกรรมสีเขียวจากทั่วโลก ในงานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/554286</link>
<guid isPermaLink="false">71cea1293cc1b311628da88aed04864a</guid>
<pubDate>Mon, 26 Oct 2026 12:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ความงดงามของ 10 ไฮไลต์ &ldquo;สวนนานาชาติ&rdquo; ในงาน &ldquo;มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569&rdquo; (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) ที่แต่ละสวนถ่ายทอดเอกลักษณ์ของประเทศ ผ่านธรรมชาติ พืชพรรณ สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และนวัตกรรมสีเขียวอย่างมีเรื่องราว พร้อมเปิดมุมมองใหม่ด้านการจัดการพื้นที่สีเขียวและการพัฒนาอย่างยั่งยืน 10 ไฮไลต์สวนนานาชาติที่ไม่ควรพลาด<br />
1. สวนนานาชาติสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) &mdash; เมืองสีเขียวเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนภายใต้แนวคิด &ldquo;Green City for a Sustainable Future&rdquo; นำเสนอวิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ผ่าน Living Green Infrastructure กำแพงต้นไม้และหลังคาสีเขียวที่ช่วยดูดซับน้ำฝนและลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) รวมถึงแนวคิด Phytoremediation Garden ที่ใช้พืชน้ำและพืชพื้นที่ชุ่มน้ำช่วยบำบัดน้ำเสีย<br />
2. สวนนานาชาติสาธารณรัฐโคลอมเบีย - สีสันแห่งความหลากหลายทางชีวภาพโคลอมเบีย หนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดของโลก นำเสนอแนวคิด &ldquo;Amazonas &amp; The Andes&rdquo; ถ่ายทอดความงดงามของระบบนิเวศตั้งแต่เทือกเขาแอนดีส ไปจนถึงลุ่มน้ำแอมะซอน พร้อมสถาปัตยกรรมสีสันสดใสสไตล์ละตินอเมริกา และบ้านเรือนที่มีระเบียงประดับดอกไม้พวงระย้า สะท้อนเสน่ห์ของวัฒนธรรมและธรรมชาติที่หลากหลาย<br />
3. สวนนานาชาติสาธารณรัฐเกาหลี - ผสานสวนดั้งเดิมกับเทคโนโลยีอัจฉริยะภายใต้แนวคิด &ldquo;Green Future &amp; Balance of Life&rdquo; ถ่ายทอดปรัชญา K-Garden ที่ผสานศิลปะการจัดสวนแบบดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมสีเขียว ไฮไลต์คือ Traditional Pavilion ศาลาเกาหลีที่เรียกว่า &ldquo;จองจา&rdquo; (Jeongja) ท่ามกลางบ่อน้ำและสวนหิน พร้อม Smart Garden ที่ประยุกต์ใช้ระบบรดน้ำและควบคุมสภาพแวดล้อมอัจฉริยะสำหรับพรรณไม้พื้นที่ชุ่มน้ำ<br />
4. สวนนานาชาติมอนเตเนโกร &ndash; จากขุนเขาสีดำสู่ผืนน้ำสีคราม สัมผัสความงดงามของภูมิประเทศผ่านแนวคิด &ldquo;Wild Beauty: From Black Mountains to Blue Waters&rdquo; ซึ่งถ่ายทอดเอกลักษณ์ของมอนเตเนโกร ตั้งแต่เทือกเขาหินปูนไปจนถึงชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไฮไลต์คือการจำลองภูมิประเทศแบบคาร์สต์ (Karst Landscape) ด้วยหินธรรมชาติ ผสานทางน้ำที่สื่อถึงอ่าวโคตอร์ (Bay of Kotor)<br />
5. สวนนานาชาติสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน &ndash; มรดกอารยธรรมกับการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ภายใต้แนวคิด &ldquo;The Cradle of Civilization &amp; Green Resilience&rdquo; เชื่อมโยงเรื่องราวอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุกับแนวคิดการปรับตัวของพืชต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จุดเด่นคือ Mughal Garden Heritage สวนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกโลกเมืองลาฮอร์ โดดเด่นด้วยการจัดวางองค์ประกอบอย่างสมมาตร ทางน้ำไหล และน้ำพุ สะท้อนศิลปะการจัดสวนแบบโมกุล<br />
6. สวนนานาชาติเนปาล - สายสัมพันธ์แห่งหิมาลัย ธรรมชาติ และสายน้ำ เนปาลนำเสนอแนวคิด &ldquo;จากยอดเขาหิมาลัยสู่พื้นที่ชุ่มน้ำ: สายสัมพันธ์แห่งจิตวิญญาณ ธรรมชาติ และสายน้ำที่ยั่งยืน&rdquo; ถ่ายทอดความเชื่อมโยงระหว่างภูมิประเทศ ภูมิปัญญา และระบบนิเวศ พร้อมสื่อถึงสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตและพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ไฮไลต์คือบรรยากาศที่ชวนให้นึกถึงความศักดิ์สิทธิ์และความสงบของเทือกเขาหิมาลัย<br />
7. สวนนานาชาติสาธารณรัฐตุรกี &ndash; มรดกทิวลิปแห่งดินแดนอานาโตเลีย ภายใต้แนวคิด &ldquo;Anatolia: The Gateway to Biodiversity&rdquo; ถ่ายทอดความหลากหลายทางชีวภาพของดินแดนอานาโตเลีย พร้อมเอกลักษณ์ของสวนสไตล์ออตโตมัน (Ottoman Garden) ไฮไลต์คือ The Tulip Legacy สวนดอกทิวลิปหลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงทิวลิปรูปทรงเข็ม (Needle-shaped) ที่มีรูปทรงโดดเด่นและหาชมได้ยาก<br />
8. สวนนานาชาติสหรัฐอเมริกา &ndash; นวัตกรรมเพื่อโลกสีเขียวแห่งอนาคต นำเสนอแนวคิด &ldquo;Innovation for a Greener Tomorrow&rdquo; มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart Technology) เพื่อบริหารจัดการพืชสวนและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไฮไลต์คือ The Urban Oasis ซึ่งจำลองแนวคิดสวนแนวตั้ง (Vertical Garden) และสวนดาดฟ้าในมหานครอย่างนิวยอร์กและชิคาโก แสดงให้เห็นแนวทางเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
9. สวนนานาชาติราชอาณาจักรภูฏาน &ndash; ความสุขที่เติบโตไปพร้อมกับธรรมชาติ ภายใต้แนวคิด &ldquo;Happiness in Harmony with Nature&rdquo; สะท้อนแนวทางการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness: GNH) และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไฮไลต์คือ Traditional Dzong Style ศาลาไม้แกะสลักตามสถาปัตยกรรมภูฏาน ประดับลวดลายมงคล 8 ประการ (Ashtamangala) ซึ่งตามข้อมูลต้นฉบับระบุว่าเป็นผลงานของช่างฝีมือชาวภูฏาน<br />
10. สวนนานาชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว - สายน้ำโขง สายสัมพันธ์แห่งชีวิตและจิตวิญญาณ<br />
ภายใต้แนวคิด &ldquo;Mekong The River of Life and Spiritual Bonds&rdquo; ถ่ายทอดความผูกพันทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และระบบนิเวศของผู้คนสองฝั่งแม่น้ำโขง ไฮไลต์คือ Lan Xang Pavilion ศาลาสถาปัตยกรรมล้านช้าง<br />
ที่มีหลังคาแอ่นโค้ง ประดับงานไม้แกะสลักและลวดลายสีทอง สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับนครหลวงเวียงจันทน์และเมืองมรดกโลกหลวงพระบาง<br />
สวนนานาชาติทั้งหมดนี้ ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงความงดงามของพืชพรรณและภูมิสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนเรื่องราวทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และแนวคิดการพัฒนาพื้นที่สีเขียวของแต่ละประเทศ ตั้งแต่การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ ไปจนถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล ทุกสวนจึงเป็นเสมือนพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงความงามของธรรมชาติเข้ากับแนวคิดเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน<br />
มาร่วมสัมผัสความงดงามของสวนนานาชาติ พร้อมเรียนรู้ความหลากหลายของธรรมชาติ วัฒนธรรม และแนวคิดนวัตกรรมสีเขียวจากทั่วโลก ในงาน มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 &ndash; 14 มีนาคม 2570 เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00&ndash;20.00 น. ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี<br />
บัตรบุคคลทั่วไปราคา 199 บาท จำหน่ายผ่านเคาน์เตอร์ All Ticket ที่ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ เว็บไซต์ All Ticket และจุดจำหน่ายบัตรหน้างาน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.udonthaniexpo2026.com และ Facebook: พืชสวนโลกอุดรธานี 2569 Udon Thani Expo 2026 มาร่วมเปิดประสบการณ์พืชสวนระดับนานาชาติ และค้นพบความงดงามของสวนจากทั่วโลกได้ที่อุดรธานี</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202610264ccf8f717ba9fd7d2508cb1be0961eca121025.jpg' type='image/jpg' length='1735002' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“อุตุฯ - สทนช.” แจ้งเตือนภาคใต้ ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน 26 - 29 ต.ค. 69 “ปภ. - กรมชลฯ” สั่งเตรียมพร้อมรับมือ เข้าช่วยเหลือประชาชนทันที]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/554281</link>
<guid isPermaLink="false">c162c16e9d4d336a622751daddf96896</guid>
<pubDate>Mon, 26 Oct 2026 12:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเตือนภาคใต้มีฝนตกต่อเนื่อง และฝนตกหนักหลายพื้นที่ วันที่ 26 ตุลาคม มีฝนตกหนักมากในจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ตรัง และสตูล วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ฝนตกหนัก จังหวัดเพชรบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ตรัง และสตูล และวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ฝนตกหนัก จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ระนอง พังงา และภูเก็ต อีกทั้ง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้คาดการณ์สภาพอากาศ และประเมินวิเคราะห์สถานการณ์น้ำพบว่า มีพื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขัง ในช่วงวันที่ 26 - 29 ตุลาคม 2569 ในพื้นที่ภาคใต้ จำนวน 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือ ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง เตรียมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ บูรณาการความช่วยเหลือได้ทันที แจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า และเตรียมพร้อมอพยพทันทีหากเกิดสถานการณ์ ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้แจ้งเตือนประชาชนพื้นที่เสี่ยงผ่าน Cell Broadcast เตรียมเครื่องจักรกล เจ้าหน้าที่พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนกรมชลประทานได้เร่งเตรียมระบบระบายน้ำ เครื่องจักร เครื่องสูบน้ำและกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมปฏิบัติงาน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วมและบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน สำหรับความคืบหน้าการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยช่วงฤดูฝน ปี 2569 ตามมติคณะรัฐมนตรี กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและธนาคารออมสิน ได้โอนเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่องแล้วใน 54 จังหวัด จำนวน 1,169,366 ครัวเรือน เป็นเงิน 8,953.286 ล้านบาท และในวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ได้โอนเงินช่วยเหลือเยียวยาอีก จำนวน 2,006 ครัวเรือน ในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชลบุรี และสุพรรณบุรี รวมเป็นเงิน 15.142 ล้านบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/2026102662a3794932478a3af9d73111d6a7d90b120712.jpg' type='image/jpg' length='1550844' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“วาปี–กุมภะ–คุณทองโบราณ” ชวนเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยว มหกรรมพืชสวนโลก เชื่อมโยง ธรรมชาติสู่อารยธรรมมรดกโลก]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/553963</link>
<guid isPermaLink="false">343fc06bb100c2ef35231cf93aabc953</guid>
<pubDate>Sun, 25 Oct 2026 12:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เตรียมออกเดินทางสู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวครั้งสำคัญของจังหวัดอุดรธานี กับ &ldquo;มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569&rdquo; (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) งานพืชสวนระดับนานาชาติที่ได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่&nbsp;<br />
1 พฤศจิกายน 2569 &ndash; 14 มีนาคม 2570 รวม 134 วัน ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี บนพื้นที่กว่า 1,030 ไร่ ภายใต้แนวคิด &ldquo;Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living&rdquo; หรือ &ldquo;ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน&rdquo;<br />
นอกจากความงดงามของพรรณไม้ สวนนานาชาติ และนวัตกรรมการเกษตรแล้ว อีกหนึ่งสีสันที่ช่วยถ่ายทอดเรื่องราวของงานและอัตลักษณ์ท้องถิ่น คือมาสคอตทั้ง 3 ตัว ได้แก่ &ldquo;วาปี&ndash;กุมภะ&rdquo; คู่หูประจำงานมหกรรมพืชสวนโลก และ &ldquo;คุณทองโบราณ&rdquo; มาสคอตประจำจังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีเรื่องราวเบื้องหลังเชื่อมโยงตั้งแต่ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ ความงดงามของธรรมชาติ ไปจนถึงภูมิปัญญาและอารยธรรมบ้านเชียงที่สืบทอดมายาวนาน<br />
🪷 &ldquo;วาปี&rdquo; ตัวแทนสายน้ำและความอุดมสมบูรณ์<br />
&ldquo;วาปี&rdquo; มีความหมายว่า &ldquo;หนองน้ำ&rdquo; สื่อถึงพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน พืชพรรณ และสัตว์นานาชนิด สอดคล้องกับสถานที่จัดงานบริเวณหนองแด และแนวคิดหลักของมหกรรมพืชสวนโลกที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ รูปลักษณ์ของวาปีได้รับแรงบันดาลใจจากดอกบัวแดง ซึ่งชวนให้นึกถึง &ldquo;ทะเลบัวแดง&rdquo; ในจังหวัดอุดรธานี แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันโดดเด่นของพื้นที่ ส่วนรายละเอียดชุดและผ้าคลุมรูปทรงกลีบดอกบัวผสานเรื่องราวของอารยธรรมโบราณผ่านลวดลายเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง ยังช่วยถ่ายทอดภาพความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรม ให้มาอยู่ในตัวละครเดียวกัน วาปีจึงไม่ได้เป็นเพียงมาสคอตน่ารักสำหรับต้อนรับผู้มาเยือน แต่ยังเป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์และแนวคิดการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานครั้งนี้<br />
🏺 &ldquo;กุมภะ&rdquo; ผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาจากอดีตสู่ปัจจุบัน<br />
&ldquo;กุมภะ&rdquo; มีความหมายว่า &ldquo;หม้อ&rdquo; โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ในปี 2535 แหล่งโบราณคดีแห่งนี้มีความสำคัญต่อการศึกษาพัฒนาการด้านสังคม วัฒนธรรม เกษตรกรรม และเทคโนโลยีโลหะในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลวดลายเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงเป็นหลักฐานที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และทักษะของผู้คนในอดีต การนำแรงบันดาลใจดังกล่าวมาใช้ในการออกแบบกุมภะจึงเป็นการนำเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาถ่ายทอดผ่านตัวละครร่วมสมัย ทำให้มรดกทางวัฒนธรรมเข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนเมื่อมองคู่กับวาปีที่เป็นตัวแทนของสายน้ำและธรรมชาติ กุมภะจึงช่วยเติมเต็มอีกมิติหนึ่งของงาน นั่นคือการเชื่อมโยงทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับภูมิปัญญาของมนุษย์ ซึ่งร่วมกันสร้างอัตลักษณ์และเรื่องราวของจังหวัดอุดรธานี</p>

<p>🐶 &ldquo;คุณทองโบราณ&rdquo; มิตรภาพที่เชื่อมโยงผู้คนกับมรดกโลก<br />
&ldquo;คุณทองโบราณ&rdquo; มีที่มาจากโครงกระดูกสุนัขสภาพสมบูรณ์ที่ขุดค้นพบในบริเวณแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง เมื่อปี 2546 และได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ต่อมาจังหวัดอุดรธานีได้นำเรื่องราวดังกล่าวมาต่อยอดเป็นมาสคอตประจำจังหวัด เพื่อใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยวและประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของจังหวัด การออกแบบคุณทองโบราณยังผสานสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้ในรายละเอียด ทั้งกางเกงรูปทรงไหบ้านเชียงที่สื่อถึงแหล่งอารยธรรมสำคัญ และผ้าพันคอจากผ้ามัดหมี่ย้อมครามที่สะท้อนภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่น ขณะที่รูปลักษณ์ของสุนัขช่วยสื่อถึงความเป็นมิตรและการต้อนรับอย่างอบอุ่น เรื่องราวของคุณทองโบราณจึงเป็นตัวอย่างของการนำหลักฐานทางโบราณคดีมาต่อยอดเป็นสัญลักษณ์ร่วมสมัย ช่วยเชื่อมโยงประวัติศาสตร์เข้ากับการท่องเที่ยว และทำให้เรื่องราวของบ้านเชียงเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น<br />
📸&nbsp; ใครที่เดินทางไปร่วมงานมหกรรมพืชสวนโลก จะได้พบกับ &ldquo;คุณทองโบราณ&rdquo; คอยส่งยิ้มต้อนรับทุกคนตั้งแต่ทางเข้างาน และจุดแลนด์มาร์กสำคัญที่จัดแสดง ให้ผู้มาเยือนได้ร่วมบันทึกภาพความทรงจำสุดประทับใจตลอดเส้นทาง</p>

<p>🌿 3 มาสคอต 3 เรื่องราว สู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มากกว่าความสวยงาม<br />
เมื่อวาปี กุมภะ และคุณทองโบราณมารวมกัน ทั้งสามตัวละครจึงสะท้อนเรื่องราวคนละมิติที่เชื่อมโยงกันอย่างมีความหมาย ได้แก่ ธรรมชาติและสายน้ำ ภูมิปัญญาและอารยธรรมโบราณ และมิตรภาพที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของมหกรรมพืชสวนโลกที่มุ่งนำเสนอความหลากหลายของชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม มาสคอตทั้งสามยังเป็นสื่อกลางในการเล่าเรื่องราวของจังหวัดอุดรธานีให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวทุกวัย พร้อมสร้างสีสันให้การประชาสัมพันธ์งานมีชีวิตชีวา และชวนให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้ว่าความโดดเด่นของอุดรธานีไม่ได้มีเพียงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แต่ยังมีมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ควรค่าแก่การค้นพบ<br />
ขอเชิญประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมพบกับวาปี กุมภะ และคุณทองโบราณ พร้อมสัมผัสความงดงามของพรรณไม้ สวนนานาชาติ นวัตกรรมการเกษตร และเสน่ห์วัฒนธรรมอีสาน ในงาน &ldquo;มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569&rdquo; ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 &ndash; 14 มีนาคม 2570 เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00&ndash;20.00 น. ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี จำหน่ายบัตรบุคคลทั่วไปราคา 199 บาท ผ่านเคาน์เตอร์ All Ticket ที่ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ เว็บไซต์ All Ticket และจุดจำหน่ายบัตรหน้างาน สำหรับบัตรเจ้าบ้านอุดรธานี บัตรเครือสบายดี บัตรกลุ่ม และบัตรเข้าชมฟรีสำหรับผู้มีสิทธิ์ สามารถตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.udonthaniexpo2026.com และติดตามข่าวสารผ่าน Facebook: UdonThaniExpo2026</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20261025ea75d5244022b4a55aa6edf9b6251227122130.jpg' type='image/jpg' length='1695483' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สีหศักดิ์ เยือนอิตาลี-สเปน-โปรตุเกส กระชับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ดันการค้า–ลงทุน FTA ไทย–EU เทคโนโลยีสะอาด เชื่อมโยงประชาชน]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/553962</link>
<guid isPermaLink="false">a3154f8f8ead32edf5c406def667054c</guid>
<pubDate>Sun, 25 Oct 2026 12:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนสาธารณรัฐอิตาลี นครรัฐวาติกัน ราชอาณาจักรสเปน และสาธารณรัฐโปรตุเกส ระหว่างวันที่ 18&ndash;25 ตุลาคม 2569 เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรในยุโรปตอนใต้ และต่อยอดความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน พร้อมเน้นย้ำว่าการเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายให้ประเทศในยุโรปเห็นถึงความสำคัญของไทยในฐานะหุ้นส่วนสำคัญในอาเซียน และเปิดโอกาสใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับยุโรป ไม่เพียงในระดับทวิภาคี แต่รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างไทย&ndash;EU และอาเซียน&ndash;EU โดยเฉพาะการผลักดัน การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;สหภาพยุโรป (FTA ไทย&ndash;EU) ซึ่งอยู่ในช่วงสำคัญของการเจรจา โดยไทยได้ขอรับการสนับสนุนจากประเทศที่เดินทางเยือนให้ช่วยผลักดันและสร้างแรงขับเคลื่อนทางการเมือง เพื่อให้การเจรจาสามารถบรรลุข้อตกลงได้ และช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเข้าถึงตลาดยุโรปของไทยในระยะต่อไป นอกจากนี้ยังมุ่งขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรมอนาคต ทั้งพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด เทคโนโลยีทางการแพทย์ ดิจิทัล นาโนเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยเฉพาะความร่วมมือกับโปรตุเกสซึ่งมีศักยภาพด้านพลังงานสะอาด สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านของไทยไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงความต้องการพลังงานสะอาดของอุตสาหกรรมใหม่และ Data Center ด้านการเชื่อมโยงระหว่างประชาชน ไทยผลักดันการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ทั้งการลงนามความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางราชการกับสเปน และความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการกับโปรตุเกส รวมถึงการผลักดันการกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ&ndash;มาดริด และการสนับสนุนให้คนไทยเดินทางเข้าสู่เขตเชงเกนได้สะดวกขึ้น</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20261025d475a97e9c49107ed999e4842142cd44122018.jpg' type='image/jpg' length='1533472' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เดินหน้าปักหมุดไทยบนเวทีโลก ขยายพันธมิตรการค้า–ลงทุน มั่นใจเศรษฐกิจไทยดีขึ้น เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย เยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/553961</link>
<guid isPermaLink="false">f1bea579d5fe4f703c6b1a22d0b5c037</guid>
<pubDate>Sun, 25 Oct 2026 12:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มุ่งขยายพันธมิตรการค้าและการลงทุน สร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยบนเวทีโลก และทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ ผ่านการทำงานของทีมไทยแลนด์ แสวงหาความร่วมมือกับผู้นำทั่วโลก เพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ ส่วนการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings) เป็นโอกาสแสดงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการจัดงานระดับนานาชาติ ตลอดจนสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและดึงดูดการประชุมจากองค์กรธุรกิจ สมาคม และองค์การระหว่างประเทศให้เข้ามาจัดงานในประเทศ พร้อมเดินหน้าหารือกับภาคเอกชน จัดตั้งคณะกรรมการเศรษฐกิจเพื่อกลั่นกรองปัญหาอุปสรรค ลดขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจ ส่งเสริมการเพิ่มยอดขาย การลงทุน และการจ้างงาน ด้านความมั่นคงทางพลังงาน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรพลังงานภายในประเทศ ทั้งก๊าซธรรมชาติ ลม และแสงอาทิตย์ สนับสนุนสินเชื่อสำหรับการใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาด รวมถึงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และเปิดโอกาสให้จำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบของรัฐ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือนในระยะยาว สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย รัฐบาลเร่งจ่ายเงินเยียวยาโดยตรวจสอบสิทธิเป็นรายครัวเรือน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและความเป็นธรรมในการใช้งบประมาณ ขณะเดียวกันยังได้เน้นย้ำถึงการทำงานร่วมกันของคณะรัฐมนตรี ซึ่งต่างมีบทบาทในการนำความรู้ความสามารถ ตลอดจนปัญหาและความต้องการของประชาชน มาใช้ประกอบการผลักดันนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก พร้อมสร้างเสถียรภาพของรัฐบาลและความร่วมมือกับข้าราชการประจำ เพื่อวางรากฐานให้ประเทศไทยมีความปลอดภัย มีความพร้อม และสร้างโอกาสให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่และรายได้ที่ดีขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202610258686b89bd6e568df80d788c44702341e121921.jpg' type='image/jpg' length='1631486' />
</item>
</channel>
</rss>
