<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวสารกิจกรรมของกรมประชาสัมพันธ์]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/index/id/13</link>
<atom:link href="https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/index/id/13" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank 2026 12 - 18 ต.ค. นี้ นายกฯ ย้ำเป็นวาระสำคัญของชาติ เวทีสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ประเทศ ]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/526641</link>
<guid isPermaLink="false">efa1fa33b8ba82e7a8acdd940db6bd5d</guid>
<pubDate>Tue, 28 Jul 2026 13:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งผลการตรวจประเมินล่าสุดจากคณะผู้แทน IMF และธนาคารโลกยังคงให้ประเทศไทยอยู่ในระดับ A สะท้อนความพร้อมทั้งด้านสถานที่ การต้อนรับ ความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก และการบริหารจัดการ โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานตามแผนงานที่กำหนด บูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจัดประชุมเป็นไปอย่างราบรื่นตามมาตรฐานสากล เป็นวาระสำคัญของชาติ ที่สะท้อนภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลก สำหรับการขับเคลื่อนเชิงนโยบายบนเวทีโลกในครั้งนี้ รัฐบาลไทยได้เชื่อมโยงวิสัยทัศน์และนโยบายการคลังที่สอดรับความท้าทายในปัจจุบัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ระบบการเงินดิจิทัลระดับโลกที่ประเทศไทยพัฒนาขึ้น เช่น ระบบพร้อมเพย์ และการชำระเงินข้ามประเทศ โดยมุ่งนำเสนอศักยภาพการพัฒนาโลกการเงินยุคใหม่ ภายใต้แนวคิดการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง อีกทั้งยังได้นำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยและ Soft Power โดยคัดสรรผ้าทอและผ้าพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวมทั้งสิ้น 37 ลายอัตลักษณ์ทั่วไทย การจัดแสดงและเสิร์ฟอาหาร และเครื่องดื่มสินค้า GI ของไทย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติได้สัมผัสกับรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินไทยและภูมิปัญญาไทยสู่สายตาสากล และเชิญชวนทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดี เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202607280e23ce86d49e587b4da6dccb55befaa5133355.jpg' type='image/jpg' length='1651942' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบปรับปรุงเกณฑ์บุคคล-รถ ทบทวนสิทธิถึง 31 ส.ค. เริ่มใช้สิทธิ 1 ต.ค. ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมรับสิทธิต่อเนื่องถึง 30 ก.ย. นี้]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/526631</link>
<guid isPermaLink="false">7fb621c96282783c34e21c18bae738a1</guid>
<pubDate>Tue, 28 Jul 2026 13:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>กระทรวงการคลังได้ประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 พบว่ามีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.51 ล้านราย จากผู้ลงทะเบียนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทั้งหมด 18.82 ล้านราย และมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ฯ จำนวน 9,314,253 ราย ภายหลังประกาศผลได้มีเสียงสะท้อนของประชาชนผู้เดือดร้อนที่ไม่ผ่านการคัดกรองและมีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น เป็นผู้ที่มีชื่อครอบครองรถเก่าที่หมดสภาพใช้งานแล้วแต่ยังมีข้อมูลค้างในทะเบียน หรือผู้ที่กำลังศึกษาต่อเพื่อพัฒนาตนเอง ซึ่งหลักเกณฑ์ยังไม่สะท้อนสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริง คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รายเดิมยังคงได้รับสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่องถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพในระหว่างการปรับปรุงฐานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบเพื่อให้การจัดสวัสดิการของภาครัฐมีความแม่นยำ ครอบคลุม และสอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของประชาชน ส่วนผู้ที่ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 ทุกราย เริ่มใช้สิทธิประชารัฐสวัสดิการในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 สำหรับการปรับปรุงเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีเป็นนักเรียน นักศึกษา ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่นับรวมผู้เรียนในระบบการศึกษานอกระบบสำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัย กรณีเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ และผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัท ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือเป็นวิสาหกิจชุมชน และกรณีผู้มีบัญชีฝากหลักทรัพย์และบัญชีถือครองตราสารหนี้ ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมบัญชีที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์/ตราสารหนี้ หรือมีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์/ตราสารหนี้ ที่มีมูลค่ารวมกันต่ำมากตามที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนด ส่วนเกณฑ์รถให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่นับรวมรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกินกว่า 15 ปี (เว้นแต่เป็นรถจักรยานยนต์มูลค่าสูงหรือรถจักรยานยนต์สะสม) รถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรมที่มีอายุเกินกว่า 20 ปี (เว้นแต่เป็นรถยนต์มูลค่าสูงหรือรถยนต์สะสมตามชนิด แบบ รุ่น ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด) เพื่อให้ประชาชนมีระยะเวลาที่เพียงพอในการขอทบทวนสิทธิ ได้ขยายระยะเวลาการทบทวนสิทธิถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และขยายเวลาในการแก้ไขข้อมูล ณ หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20260728dba1f505b4ff7b66f89daac5ad729199131831.jpg' type='image/jpg' length='1463291' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.เร่งประสานโรงพยาบาลเพื่อตรวจสอบสาเหตุและแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง กรณีข้อมูลในแอปฯ “หมอพร้อม” ไม่ตรงกับการรับบริการจริง]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/526109</link>
<guid isPermaLink="false">24608e376eee201c9a4193f4b9b4748f</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 08:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;(27 ก.ค. 69) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีประชาชนมีการตั้งข้อสังเกตข้อมูลประวัติการรักษาในแอปพลิเคชัน &ldquo;หมอพร้อม&rdquo; ไม่ตรงกับที่เคยไปรับบริการจริง และกังวลถึงการสวมสิทธิการรักษาพยาบาล รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยบริการพร้อมตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าข้อมูลสุขภาพของตนเองถูกต้องและปลอดภัย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;นางสาวพลอยทะเล กล่าวย้ำว่า&nbsp; กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีการดำเนินการตรวจสอบทันที หลังได้รับแจ้ง โดยได้ตรวจสอบแอปพลิเคชันหมอพร้อมและขั้นตอนการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมด พบว่า ระบบแอปพลิเคชันหมอพร้อมและการส่งต่อข้อมูลทำงานเป็นปกติ ไม่พบความผิดพลาดของระบบ การแสดงข้อมูลตรงตามที่ได้รับจากหน่วยบริการ ส่วนข้อมูลที่ประชาชนพบว่าไม่ตรงกับการรับบริการจริง ขณะนี้กำลังตรวจสอบร่วมกับหน่วยบริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาสาเหตุและแก้ไขข้อมูล รวมทั้งปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้ถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ หากประชาชนตรวจพบประวัติการรักษาหรือรายการรับบริการที่ไม่ตรงกับความจริง สามารถแจ้งตรวจสอบและขอแก้ไขข้อมูลได้ที่ 1. โรงพยาบาลหรือหน่วยบริการที่มีชื่ออยู่ในรายการ หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และ 2. ระบบหมอพร้อม&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &ldquo;รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายรวมบริการสุขภาพดิจิทัล (Super App) ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาล และติดต่อหน่วยบริการได้สะดวกรวดเร็วในแอปเดียว ผ่านระบบ MOPH PHR หรือประวัติสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ในแอปพลิเคชัน &ldquo;หมอพร้อม&rdquo; ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้รับ บันทึก และแสดงประวัติการเข้ารับบริการสุขภาพของประชาชนในหน่วยบริการต่าง ๆ โดยสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่า ข้อมูลถูกบันทึกหรือนำเข้าจากหน่วยงานใด ผู้บันทึกข้อมูลเป็นใคร ด้วยระบบ MOPH PHR นี้ ประชาชนสามารถเปิดดูประวัติการรักษาของตนเอง เพื่อใช้ได้ทั้งการติดตามดูแลสุขภาพตนเอง และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการรับบริการ&rdquo; นางสาวพลอยทะเล กล่าว</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20260727e8923b2a60aa78062b9efb8dfb6cb707085536.jpg' type='image/jpg' length='113093' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“สุชาติ - ซาบีดา” ชวนคนไทยร่วมภาคภูมิใจ เที่ยวชม “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” มรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้ ]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/526107</link>
<guid isPermaLink="false">34461487a96b792909b0d8f4903a790f</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 08:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า หลังการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี มีมติเห็นชอบให้ &ldquo;วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช&rdquo; ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก นับเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 6 และเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 9 ของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้ สร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนไทยทั้งประเทศ โดยวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารมีคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล เป็นพื้นที่ที่สะท้อนถึงความหลากหลายทางศาสนาและความเชื่อด้านจิตวิญญาณ มีองค์ประกอบสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศาสนาและศิลปกรรมที่ถ่ายทอดเชื่อมโยงผู้คนทั่วภูมิภาคเอเชียภาคพื้นสมุทรมายาวนานกว่า 1,500 ปี อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของประเพณีและวิถีวัฒนธรรมที่ยังคงสืบทอดอย่างต่อเนื่อง ผ่านการผสมผสานความเชื่อดั้งเดิมกับหลักคำสอนทางศาสนาได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ จึงได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value) การขึ้นทะเบียนมรดกโลก จะเป็นประโยชน์ด้านความมั่นคงทางวัฒนธรรม ศาสนา สร้างความสามัคคีให้กับคนในชาติ และส่งเสริมรายได้ประชาชน นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการพื้นที่แหล่งมรดกโลกอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์โบราณสถานและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังมีจัดแสดงนิทรรศการถาวร ห้องพระมหาธาตุแห่งเมืองนครศรีธรรมราช ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช ผ่านสื่อจัดแสดงที่ทันสมัยและสวยงาม เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้รับการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สร้างประสบการณ์เสมือนได้เดินชมเรื่องราวภายในวัดและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนในท้องถิ่น ขอเชิญประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมภาคภูมิใจและเที่ยวชม &ldquo;วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช&rdquo; และร่วมกิจกรรมในช่วงเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ประจำปี 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคลและร่วมอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามของไทยให้คงอยู่สืบไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20260727d11d7b05018c92494bd612d847de5391085031.jpg' type='image/jpg' length='1455620' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เที่ยวงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาทั่วไทย ร่วมสืบสานศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่งดงาม ]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/526105</link>
<guid isPermaLink="false">aab112d4d1538b083b57d3867cd6952a</guid>
<pubDate>Sun, 26 Jul 2026 08:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่สะท้อนถึงจุดกำเนิดและการสืบทอดพระพุทธศาสนา โดยวันอาสาฬหบูชาเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ทำให้พระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมและอุปสมบทเป็นพระภิกษุรูปแรก ส่งผลให้พระรัตนตรัยครบองค์เป็นครั้งแรก และถือเป็นจุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ โดยมี อริยสัจ 4 เป็นหัวใจสำคัญของหลักธรรมที่ชี้ทางพ้นทุกข์ ส่วนวันเข้าพรรษาเป็นวันที่พระสงฆ์อธิษฐานจำพรรษาอยู่ประจำ ณ ที่ใดที่หนึ่งตลอดฤดูฝน เป็นเวลา 3 เดือน ชาวบ้านจึงถือโอกาสนี้เข้าวัดทำบุญถวายเครื่องไทยทานที่จำเป็นแก่พระสงฆ์ รวมทั้งรักษาศีล ฟังธรรม และเจริญภาวนา ปัจจุบันการบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ยังมีประเพณีสำคัญที่คงถือปฏิบัติสืบต่อมา คือ &ldquo;ประเพณีแห่เทียนพรรษา&rdquo; ประเพณีนี้เกิดขึ้นจากความจำเป็นที่สมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ดังเช่นปัจจุบัน เมื่อพระสงฆ์จำพรรษาต้องปฏิบัติกิจวัตร เช่น การทำวัตรสวดมนต์เช้า &ndash; เย็น การศึกษาพระปริยัติธรรม จำเป็นต้องใช้แสงสว่าง ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนิกชนจึงนิยมหล่อเทียนต้นใหญ่ตั้งขบวนแห่ไปถวายพระอาราม เรียกว่า &ldquo;เทียนจำนำพรรษา&rdquo; มีความเชื่อว่าอานิสงส์การถวายเทียนจำนำพรรษาจะทำให้เป็นผู้มีสติปัญญาดี สว่างไสวดั่งแสงเทียน งานประเพณีแห่เทียนพรรษาจึงเป็นงานประเพณีที่สะท้อนความผูกพันและความสามัคคีของชุมชนท้องถิ่น ตั้งแต่การที่ชาวบ้านร่วมบริจาคเทียนเอามาหลอม หล่อเป็นเทียนเล่มใหญ่เล่มเดียวกัน การแกะสลักลวดลายลงบนต้นเทียน และการฟ้อนรำซึ่งดัดแปลงมาจากการประกอบอาชีพในวิถีชีวิตประจำวัน ที่ทำให้คนวัยรุ่น หนุ่มสาว ได้มีโอกาสและสัมผัสกับศิลปวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิดและสืบสานประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ดีงาม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน และนักท่องเที่ยว เข้าร่วมงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา ประจำปี 2569 ร่วมชื่นชมขบวนแห่เทียนอันวิจิตรงดงาม เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา โดยจังหวัดที่จัดงานแห่เทียนเข้าพรรษาในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี นครราชสีมา บุรีรัมย์ ขอนแก่น หนองคาย กาฬสินธุ์ สุรินทร์ ลำพูน แม่ฮ่องสอน สุโขทัย สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา และราชบุรี&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20260727480bd9cd93ab89eb854851b26792c90d084630.jpg' type='image/jpg' length='1605250' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“คลัง” เตรียมเสนอ ครม. 27 ก.ค. 69 ปรับปรุงเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ - ขยายเวลาทบทวนสิทธิ  ภาครัฐเร่งอำนวยความสะดวก ลดภาระประชาชน ]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/525864</link>
<guid isPermaLink="false">890f84fd3126efd73f14f48a83705ee6</guid>
<pubDate>Sat, 25 Jul 2026 13:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>กระทรวงการคลัง ได้ประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 พบว่ามีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.51 ล้านราย จากผู้ลงทะเบียนเข้าระบบคัดกรองทั้งหมด 18.82 ล้านราย ซึ่งมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ฯ จำนวน 9,314,253 ราย ภายหลังประกาศผล ได้มีเสียงสะท้อนของประชาชนผู้เดือดร้อนที่ไม่ผ่านการคัดกรองและมีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น เป็นผู้ที่มีชื่อครอบครองรถเก่าที่หมดสภาพใช้งานแล้วแต่ยังมีข้อมูลค้างในทะเบียน หรือผู้ที่กำลังศึกษาต่อเพื่อพัฒนาตนเอง ซึ่งหลักเกณฑ์ปัจจุบันยังไม่สะท้อนสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริง จากปัญหาความเดือดร้อนและข้อจำกัดของเกณฑ์การคัดกรอง รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ทบทวนหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มุ่งคัดกรอง &ldquo;คนจนจริง&rdquo; ให้ได้รับสิทธิตรงเป้าหมาย โดยกระทรวงการคลัง เตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เพื่อปรับปรุงเกณฑ์และขยายเวลาการยื่นทบทวนสิทธิออกไปถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ขยายเวลาการรับสิทธิสำหรับผู้มีบัตรเดิมต่อเนื่องถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครองได้ระดมกำลังฝ่ายปกครองจัดตั้งศูนย์ One Stop Service และชุดเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่เชิงรุกเคาะประตูบ้านช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียงอย่างใกล้ชิด กระทรวงคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางบก ได้อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ด้านกรรมสิทธิ์รถ ให้สามารถตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนรถได้ฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม โดยระหว่างวันที่ 17&ndash;23 กรกฎาคม 2569 มีประชาชนยื่นคำร้องขอตรวจสอบข้อมูลและอุทธรณ์สิทธิแล้ว 101,838 คนและกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศระดมช่วยเหลือประชาชนผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ฯ ซึ่งมีชื่อเป็นกรรมการผู้ถือหุ้นและหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน/บริษัท จำนวน 122,324 ราย ในนิติบุคคลรวม 139,804 นิติบุคคล และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มาขอตรวจสอบข้อมูลฯ กับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202607252a8ba71b7a775ae66deff4e63d3449f9132330.jpg' type='image/jpg' length='1419978' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเปิดรับฟังความคิดเห็นมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ ชวนทุกภาคส่วนร่วมเสนอข้อคิดเห็นถึง 5 ส.ค. นี้ มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นแล้วกว่าหมื่นคน]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/525863</link>
<guid isPermaLink="false">9ef52877584f21acabff2f7d4aef0969</guid>
<pubDate>Sat, 25 Jul 2026 13:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบราชการและการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง จึงสนับสนุนการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ (หลักการ) ครั้งที่ 1 ซึ่งสำนักงาน ก.พ. เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม &ndash; 5 สิงหาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และประชาชน ร่วมเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ก่อนนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงมาตรการให้มีความเหมาะสม รอบด้าน และสอดคล้องกับการบริหารกำลังคนภาครัฐในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; ขณะนี้มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นแล้วกว่าหมื่นคน สะท้อนถึงความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เพื่อให้การกำหนดนโยบายเป็นไปอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์การบริหารราชการแผ่นดิน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางการบริหารงบประมาณของภาครัฐ หลังสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งสะท้อนว่ารายจ่ายประจำ โดยเฉพาะงบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จบำนาญ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และรวมกันคิดเป็นกว่าร้อยละ 70 ของรายจ่ายประจำ ขณะที่รัฐบาลเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนการทำงาน พัฒนาระบบราชการให้คล่องตัว และบริหารอัตรากำลังให้สอดคล้องกับภารกิจของแต่ละหน่วยงาน เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชนควบคู่กับการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;มาตรการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการ และยังไม่มีผลบังคับใช้ รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง โดยทุกความคิดเห็นจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนานโยบายให้มีความเหมาะสม สร้างสมดุลระหว่างการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐกับการรักษาวินัยการคลังของประเทศ&rdquo; นางสาวรัชดา กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ รัฐบาลเชิญชวนข้าราชการ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และประชาชน ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ (หลักการ) ครั้งที่ 1 ได้จนถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย https://shorturl.ocsc.go.th/qr/EARLY เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศในอนาคต</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202607255cbadfd98a87a63d5def72fb0da86e28132123.jpg' type='image/jpg' length='91373' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมรณรงค์วันป้องกันการจมน้ำโลกปี 69 มุ่งลดเสียชีวิตจากการจมน้ำลง ร้อยละ 35 ภายในปี 2578 ตามเป้าหมายโลก]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/525860</link>
<guid isPermaLink="false">02497b46706f6b10083b1541ea7b29c4</guid>
<pubDate>Sat, 25 Jul 2026 13:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในวันป้องกันการจมน้ำโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 25 กรกฎาคมของทุกปี รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาการจมน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ ทั้งนี้ จากรายงานสถานการณ์ป้องกันการจมน้ำขององค์การอนามัยโลก พบว่า ทั่วโลก มีคนจมน้ำเสียชีวิตประมาณ 300,000 คนต่อปี โดยมากกว่าครึ่งเกิดขึ้นในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ประเทศไทย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2559 - 2568) คนไทยเสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 3,748 คน หรือวันละกว่า 10 คน มากสุดเป็นกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป อัตราการเสียชีวิต 8.2 ต่อประชากรแสนคน รองลงมา กลุ่มอายุ 45 - 59 ปี อัตรา 7.2 ต่อประชากรแสนคน และกลุ่มอายุต่ำกว่า 15 ปี อัตรา 5.8 ต่อประชากรแสนคน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า&nbsp; แม้ว่าไทยจะสามารถลดการเสียชีวิตจากการจมน้ำในกลุ่มเด็กลงได้ถึงกว่าร้อยละ 50 จนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยองค์การอนามัยโลกได้เผยแพร่ประสบการณ์การดำเนินงานของไทยเป็นกรณีศึกษา บนเว็บไซต์วันป้องกันการจมน้ำโลก ประจำปี 2569 แต่การป้องกันการจมน้ำยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังต่อไป เพื่อสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยและปราศจากการสูญเสียจากการจมน้ำอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;รัฐบาลเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรทุกภาคส่วน ร่วมกันแสดงพลังความร่วมมือในการป้องกันการจมน้ำวันป้องกันการจมน้ำโลก&quot; โดยในปีนี้ องค์การอนามัยโลกได้กำหนดประเด็นรณรงค์คือ &ldquo;Unite to Turn the Tide&rdquo; หรือรวมพลังหยุดยั้งการจมน้ำ ภายใต้แนวคิด &ldquo;Know Your Part &ndash; ทุกคนมีบทบาทในการป้องกันการจมน้ำ&rdquo; ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของไทยและเป้าหมายของยุทธศาสตร์โลก ที่มุ่งลดอัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำทั่วโลกลง ร้อยละ 35 ภายในปี พ.ศ. 2578 โดยไทยได้กำหนดเป้าหมายลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำให้เหลือไม่เกิน 2,095 คน ภายในปีเดียวกัน&rdquo; นางสาวพลอยทะเล กล่าว</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202607259950394ff5b7bd01274ab2b5bd28194d131824.jpg' type='image/jpg' length='122578' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พาณิชย์เตรียมเปิด ‘ไทยช่วยไทย x Local Low Cost’ ทั่วประเทศ ผ่านร้านค้าส่งค้าปลีก 130 ร้าน 800 สาขา ลดราคาสินค้า สูงสุด 60% เริ่ม 1–15 ส.ค. 69]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/525682</link>
<guid isPermaLink="false">ff50b229a7835600431f525a63b7dc40</guid>
<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 16:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ &lsquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rsquo; ต่อยอดมาตรการลดค่าครองชีพให้กับประชาชนและส่งเสริมร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นให้เข้มแข็ง จับมือร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศกว่า 130 แห่ง 800 สาขา จัดโปรโมชันลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงสุด 60% ระหว่างวันที่ 1 - 15 สิงหาคม 2569 พร้อมสนับสนุนนโยบาย &lsquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rsquo; และการใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก โดยเปิดตัวพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 1 สิงหาคม 2569&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเตรียมโครงการ &lsquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rsquo; ณ ศูนย์ประชุมกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชั้น 6 ว่า ในวันนี้ (24 กรกฎาคม 2569) กรมฯ ได้จัดประชุมร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย (Supplier) และผู้บริหารร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น เพื่อต่อยอดนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการดูแลค่าครองชีพประชาชน ผ่านการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการค้าปลีก และผู้บริโภคในทุกระดับ โดยเฉพาะการขยายโอกาสให้ร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า &ldquo;กระทรวงพาณิชย์และสมาคมการค้าส่งปลีกไทยมีกำหนดจัดงานมหกรรมลดราคาสินค้าภายใต้ชื่อ &lsquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rsquo; ลดราคาสินค้าพร้อมกันทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคม 2569 ณ ร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการฯ กว่า 130 ร้าน 800 สาขา ลดสูงสุดกว่า 60% โดยการนำสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน อาทิ ข้าวสาร น้ำปลา ซอสปรุงรส และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ มาจัดจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ และบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งช่วยเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุนทางธุรกิจให้แก่ร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นและร้านค้าโชห่วย ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่&rdquo;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;ผลการประชุมในวันนี้ ที่ประชุมซึ่งประกอบไปด้วยพันธมิตรจากภาคเอกชน ได้แก่ สสว. นายกสมาคมและเลขาธิการสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย (บริษัท เอกวรนันท์ จำกัด) ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมและเลขาธิการสมาคมการค้าส่ง-ปลีก บริษัทตั้งงี่สุนซูเปอร์ สโตร์ จำกัด บริษัท สามัคยานุสรณ์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท บางบอนซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด บริษัท มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) บริษัท บิ๊กซ้ง ซุปเปอร์สโตร์ จำกัด บริษัทเอกภาพ กรชัย ท่าประชุม จำกัด บริษัท กรชัยสหพัฒน จำกัด บริษัท เอกภาพ อินเตอร์เลคตริค จำกัด บริษัท เค แอนด์ ที ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด บริษัท และอีคอน แวร์เฮาส์ จำกัด โดยทั้งหมดได้ร่วมกันพิจารณารูปแบบการจัดกิจกรรม รายละเอียดโปรโมชัน และระยะเวลาการดำเนินงานของโครงการ รวมถึงวางแผนที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสินค้าชุมชน ในพื้นที่สามารถนำสินค้ามาจำหน่ายในราคาพิเศษผ่านร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นและร้านค้าโชห่วยในพื้นที่ด้วย ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพ ในการกระจายรายได้สู่ชุมชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการอำนวยความสะดวกให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในการเลือกซื้อสินค้าได้อย่างทั่วถึงผ่านนโยบาย &lsquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rsquo; ทั้งนี้ มีกำหนดลงพื้นที่เปิดงาน &lsquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rsquo; อย่างเป็นทางการ ในวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2569 ณ ร้านตั้งงี่สุนซูเปอร์สโตร์ สาขานาดี จังหวัดอุดรธานี&rdquo;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;การจัดงาน &lsquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rsquo; จะช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานทางธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นให้สามารถจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาพิเศษแก่ประชาชน ทำให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาที่เหมาะสมผ่านเครือข่ายห้างค้าส่ง-ค้าปลีกท้องถิ่นที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ส่งผลให้ประชาชนสามารถลดภาระค่าใช้จ่าย ขณะที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีโอกาสเพิ่มยอดจำหน่าย ขยายฐานลูกค้า และยกระดับศักยภาพการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยคาดว่ากิจกรรมนี้จะช่วยลดค่าครองชีพให้แก่พี่น้องประชาชน และเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่าย และสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทย&rdquo; อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/2026072411dfad48ebf8b3422442b7ee9458ba9c162020.jpg' type='image/jpg' length='106020' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พาณิชย์แจงหารือการค้าสหรัฐฯ มุ่งรักษาผลประโยชน์ไทย ลดผลกระทบระยะสั้น เสริมขีดแข่งขันระยะยาว]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/13/iid/525678</link>
<guid isPermaLink="false">b6c0c00e1d3d9572f6d683f39d0a4990</guid>
<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 16:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ตามที่สหรัฐฯใช้มาตรการ 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ประกาศไต่สวนประเทศคู่ค้าทั่วโลกรวมทั้งไทยใน 2 ประเด็นสำคัญได้แก่ กำลังผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) และการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ (Failure to Impose and Effectively Enforce a Prohibition on the Importation of Goods Produced with Forced Labor) ซึ่งเป็นการใช้มาตรการด้านภาษีแทนที่มาตรา 122 ที่เรียกเก็บอยู่ที่ 10% เพิ่มจากภาษีปกติ (MFN) ซึ่งหมดอายุลงในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 และเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 (เวลาสหรัฐฯ) สหรัฐฯ ได้ประกาศคำตัดสินชั้นที่สุดให้เรียกเก็บภาษีตอบโต้กรณีไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับในอัตรา 10% และ 12.5% โดยไทยและอีก 37 ประเทศ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และจีน ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มจาก MFN 12.5% ทั้งนี้ มีสินค้าที่ไทยได้รับการยกเว้นไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% ถึง 2,120 รายการ หรือเกินกว่าครึ่งของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ เช่น วงจรรวม หน่วยเก็บข้อมูล (HDD) ชิ้นส่วนอากาศยาน ยางธรรมชาติ ยางแผ่น/แท่ง แป้งมันสำปะหลัง สับปะรดสดและแปรรูป ผลไม้สดและแห้ง มะพร้าวสดและน้ำมะพร้าว น้ำตาลจากอ้อย&nbsp; โดยจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 24 ก.ค. 69 (เวลาสหรัฐฯ)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการหารือกับสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้เร่งหารือกับสหรัฐฯ เพื่อให้ได้ข้อยุติที่เป็นประโยชน์ร่วมกันเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีทางการค้าที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระยะยาว โดยหลักสำคัญของไทยมิใช่เพียงการเร่งสรุปผลให้เร็วที่สุด แต่ต้องเป็นความตกลงที่สร้างผลประโยชน์อย่างสมดุล ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชน ความมั่นคงของประเทศ ประโยชน์สาธารณะ และความสามารถในการกำหนดนโยบายของรัฐบาลในด้านต่างๆ เพื่อการบริหารประเทศได้อย่างเหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า วันนี้สหรัฐฯได้บังคับใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 กรณีการไม่กำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ โดยเก็บอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย และอีก 37 ประเทศรวมถึงเวียดนามและจีนซึ่งเป็นคู่แข่งหลักของไทยในตลาดสหรัฐ ในอัตรา 12.5%&nbsp; คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับที่ถูกเก็บอยู่ที่ 10% ภายใต้มาตรา 122 ซึ่งหมดอายุในวันนี้ โดยมาตรการภาษีในครั้งนี้ได้ยกเว้นสินค้าถึง 2,120 รายการ ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ จึงเชื่อว่าสินค้าไทยยังคงสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐได้&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์กำลังติดตามอย่างใกล้ชิดการบังคับใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างต่อ 16 ประเทศรวมถึงประเทศไทย ที่สหรัฐยังมิได้ประกาศผลการไต่สวนและอัตราภาษีที่จะเก็บเพิ่ม&nbsp; ในระหว่างนี้ทางกระทรวงฯกำลังเร่งหารือกับสหรัฐเพื่อสรุป ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ที่จะได้ประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองฝ่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จุดยืนดังกล่าวทำให้กระบวนการหารือของไทยอาจจะต้องใช้เวลาหารือกับสหรัฐมากกว่าบางประเทศในภูมิภาค เนื่องจากไทยมีประเด็นอ่อนไหวและข้อจำกัดด้านกฎหมายภายในบางประการที่ไม่สามารถผ่อนปรนได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความปลอดภัยของคนในประเทศ ภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า สามารถเชื่อมั่นได้ว่า การกำหนดท่าทีของไทยจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ โดยคำนึงถึงทั้งการลดผลกระทบระยะสั้นและเสริมความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ยังได้ดำเนินการคู่ขนาน ทั้งในด้านการเตรียมมาตรการเสริมสร้าง ขีดความสามารถและรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะผู้ประกอบการและภาคส่วนที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง อาทิ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่อง มาตรการสนับสนุนด้านภาษีสำหรับผู้ส่งออก มาตรการลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าและเสริมความเข้มแข็งให้แก่ห่วงโซ่อุปทานของไทย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งการบุกเจาะและขยายตลาดใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยให้มีความหลากหลายมากขึ้น ควบคู่กับการรักษาฐานลูกค้าในตลาดเดิม โดยแนวทางดังกล่าวมิใช่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ยังมุ่งปรับโครงสร้างการค้าของไทยให้มีความยืดหยุ่น ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาวท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการค้าโลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้นด้วย</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20260724e84c38eb9b7ed8dd1db11b2070330784161646.jpg' type='image/jpg' length='92072' />
</item>
</channel>
</rss>
