<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[คลังสื่อ]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/index/id/3395</link>
<atom:link href="https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/index/id/3395" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[เรื่องเล่าจากสายพระเนตรของสมเด็จแม่ ที่ ‘แม่น้อย’ ปิดบังไม่ได้ สายสัมพันธ์แห่งความห่วงใยของพระมารดาต่อสุขภาพพระวรกายของพระธิดา]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3395/iid/498478</link>
<guid isPermaLink="false">70725f15dea56cbb6cbe8e65a3a865f9</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 14:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระราชทานสัมภาษณ์แก่กลุ่มนักข่าวหญิงจากสกุลไทย ฉบับที่ ๒๖๑๔&ndash;๒๖๑๙ โดยตรัสถึง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยความห่วงใยพระอาการประชวร อันเกิดจากการทรงทุ่มเทพระวิริยะในการจัดทำวิทยานิพนธ์ จนส่งผลต่อสุขภาพพระวรกาย ความตอนหนึ่งว่า<br />
&nbsp; &nbsp;&ldquo;&hellip;ทีนี้แกไม่ได้นอนนะ ทำงานเขียนเทซิส (วิทยานิพนธ์) รู้เลย เพราะวันหนึ่งฉันนอนไม่หลับทั้งคืน แม่น้อยหลอกแม่ว่าหลับ เอาที่ทาแก้มมาทา ทีนี้ทาไม่เป็น ทาห้อยไป ก็ว่า &lsquo;เอ๊ะ แก้มอะไรมันแดงมาถึงตรงนี้ ห้อยมาลูกคางนี่&rsquo; คือฉันเห็นว่าหน้าซีด ก็บอกว่า &lsquo;แม่น้อยนี่ไม่ไหวแล้ว นี่ไม่นอนอีกแล้วใช่ไหม&rsquo; เขาบอกว่า เขานอนได้ เขาหลับพอ<br />
&nbsp; &nbsp;นี่วันหนึ่งจับได้ เลยบอกว่า &lsquo;ไม่ไหว น้อย ขืนนอนน้อยอย่างนี้ วันละ ๕ ชั่วโมงไม่ไหว อายุสั้นตาย เพราะว่าจะทำงานเต็มที่&rsquo;<br />
แล้วเห็นพ่อแม่ยังกินข้าวไม่เสร็จ จะอยู่กับพ่อแม่จนเสร็จแล้วถึงจะลงไปพัก เพราะรู้สึกว่า ทั้ง ๆ วันที่ไม่ได้เฝ้า ก็อยากจะได้เฝ้าบ้างทั้งสองคน พอพบพ่อแม่แล้ว พ่อแม่กินเสร็จแล้วถึงจะทูลลา ต้องดึก<br />
&nbsp; &nbsp;ต่อจากนั้นเขาก็ทำงาน เขียนเทซิส นอนตี ๒ อะไรอย่างนี้ และพอย่ำรุ่งครึ่งก็ตื่น บอก &lsquo;ไม่ไหว แม่น้อยซีดแล้ว&rsquo; เมื่อนอนไม่พอก็เหนื่อย เพลีย ก็กิน กินเสียมาก เพื่อจะได้มีแรง&hellip;&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp;แม้พระองค์ทั้งสองต่างมีพระราชภารกิจเป็นอันมาก และไม่ค่อยมีโอกาสได้พบกันบ่อยครั้งนัก แต่ในฐานะพระมารดา พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงใส่พระทัย สังเกตเห็นพระอาการผิดปกติของพระราชธิดาด้วยความห่วงใยยิ่ง<br />
&nbsp; และในฐานะพระธิดา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ก็ทรงปรารถนาจะได้อยู่เฝ้าเสด็จพ่อและเสด็จแม่เสวยพระกระยาหารจนเรียบร้อย แม้จะเป็นยามดึกแล้วก็ตาม เพื่อใช้เวลาร่วมกับทั้งสองพระองค์<br />
&nbsp; นับเป็นเรื่องราวแห่งสายสัมพันธ์ระหว่างพระราชมารดาและพระราชธิดาอันอบอุ่น งดงาม และเปี่ยมด้วยความรักความผูกพันอย่างยิ่ง</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202604289c572ad675450b8606c80facda1a64f0144423.jpg' type='image/jpg' length='368361' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” พระราชสมัญญาที่สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3395/iid/498413</link>
<guid isPermaLink="false">3f3c15aeafabdfb32fd5e44a28d5e507</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 12:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๓ (ค.ศ. ๒๐๑๐) องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้เป็น &ldquo;ปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (International Year of Biodiversity)&rdquo; ภายใต้คำขวัญ &ldquo;Biodiversity is life, biodiversity is our life&rdquo; (ความหลากหลายทางชีวภาพคือชีวิต คือชีวิตของเราทุกคน) เพื่อกระตุ้นให้ประชาคมโลกตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระสำคัญระดับโลกดังกล่าว และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เห็นชอบให้ถวายพระราชสมัญญา &ldquo;พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ&rdquo; แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามข้อเสนอของคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ<br />
การถวายพระราชสมัญญาในครั้งนี้ เป็นผลจากพระราชกรณียกิจอันเป็นที่ประจักษ์ชัด ทั้งในประเทศและในสายตาประชาคมโลก ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ พระองค์ทรงมีพระราชดำริและทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และระบบนิเวศ อาทิ การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล การพัฒนาคุณภาพชีวิตควบคู่กับการอนุรักษ์ ตลอดจนการฟื้นฟูป่าไม้และแหล่งต้นน้ำ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;การถวายพระราชสมัญญา &ldquo;พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ&rdquo; จึงนับเป็นการประกาศเกียรติคุณที่สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพระองค์ ผู้ทรงริเริ่มงานด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติมาตั้งแต่ก่อนที่โลกจะตื่นตัว พระเมตตาธรรมของพระองค์มิได้ปกแผ่เพียงพสกนิกรชาวไทย หากยังเผื่อแผ่ไปถึงทุกสรรพชีวิตบนผืนแผ่นดินไทย ให้สามารถพึ่งพาอาศัยและดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนสืบไป</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20260428c1fd9fbc595850012b1533e34d21bc4b124540.jpg' type='image/jpg' length='724481' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“…เราเรียกแผ่นดินนี้ว่า ‘แผ่นดินแม่’ ]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3395/iid/498503</link>
<guid isPermaLink="false">7ee57aa7476314a3a3d4ec0a2ee7eb97</guid>
<pubDate>Tue, 14 Apr 2026 15:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;&hellip;เราเรียกแผ่นดินนี้ว่า &lsquo;แผ่นดินแม่&rsquo; เพราะแผ่นดินนี้เป็นที่เกิดและเลี้ยงดูคนไทยมากว่า ๗๐๐ ปี ควรที่เราทั้งหลายจะบำรุงรักษาแผ่นดินให้คงความอุดมสมบูรณ์ไว้ หากเรามัวแต่ตักตวงผลประโยชน์จากผืนดิน เช่น ตัดไม้ขายจนป่าสูญสิ้น ใช้ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าวัชพืชจนดินเสื่อมสภาพ หรือทิ้งของเสียและสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำลำคลองโดยไม่ห่วงใยแผ่นดินเลย<br />
&hellip;สักวันหนึ่ง แผ่นดินแม่คงตายจากเราไปโดยไม่มีวันหวนกลับคืนมา คงเหลือไว้เพียงพื้นดินที่แห้งแล้ง สิ้นสภาพจากการเป็นดินที่สามารถทำการเพาะปลูกได้&hellip;&rdquo;</p>

<p>พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานแก่บุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่&nbsp; ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕</p>

<p>พระองค์ทรงใช้คำว่า &ldquo;แผ่นดินแม่&rdquo; เพื่อปลุกจิตสำนึกแห่งความกตัญญูและความผูกพันที่คนไทยควรมีต่อธรรมชาติ ทรงชี้ให้เห็นสัจธรรมว่า หากมนุษย์เอาแต่แสวงหาประโยชน์โดยไม่บำรุงรักษา ธรรมชาติย่อมถึงจุดเสื่อมสลายในที่สุด</p>

<p>พลังจากข้อความนี้สะกิดใจผู้คนมานานกว่าสามทศวรรษ และเป็นแรงบันดาลใจให้หลายฝ่ายลุกขึ้นมาปกป้องสิ่งแวดล้อม ทั้งการไม่ทิ้งของเสียลงสู่แหล่งน้ำ การลดการทำลายป่า และการหันมาอนุรักษ์ผืนแผ่นดินให้คงความอุดมสมบูรณ์ เพื่อส่งต่อเป็นมรดกแก่คนรุ่นหลังสืบไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202604284f9d026e8f2ce35fc16f077d74c5707a150059.jpg' type='image/jpg' length='1703951' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[โรงเรียนเจ้าแม่หลวงอุปถัมภ์ ๒ ต่อยอดโอกาสทางการศึกษาเด็กชาวไทยภูเขา]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3395/iid/498493</link>
<guid isPermaLink="false">72f98a83f483edde5907fb9ba6c3d867</guid>
<pubDate>Sun, 12 Apr 2026 14:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ในอดีต เด็กชาวไทยภูเขาเผ่าม้งในตำบลแม่ริม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ยังขาดแคลน อันเนื่องมาจากสภาพภูมิประเทศที่ทุรกันดาร</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ด้วยพระเมตตาและพระราชปณิธานที่มุ่งหวังให้เยาวชนไทยทุกหมู่เหล่าได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท เพื่อจัดสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ให้แก่ &ldquo;โรงเรียนชายแดนสงเคราะห์ ๑๔&rdquo; ซึ่งเป็นสถานศึกษาเดิมของชุมชนชาวม้งในพื้นที่แห่งนี้</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การพัฒนาได้ก้าวไปอีกขั้น เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๐ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคารเรียนหลังใหม่ และพระราชทานนามโรงเรียนแห่งนี้ว่า &ldquo;โรงเรียนเจ้าแม่หลวงอุปถัมภ์ ๒&rdquo;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นับจากนั้นเป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนความก้าวหน้าของโรงเรียนแห่งนี้อีกหลายครั้ง เพื่อติดตามสารทุกข์สุกดิบของราษฎรอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งโรงเรียนมีความพร้อม และได้โอนย้ายไปสังกัดกระทรวงศึกษาธิการอย่างเต็มรูปแบบ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๓</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;พระมหากรุณาธิคุณและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในครั้งนั้น ได้ช่วยพลิกอนาคตของเยาวชนชาวม้ง ให้มีสถานศึกษาที่ได้มาตรฐาน เพื่อบ่มเพาะทั้งวิชาความรู้ การปลูกฝังทักษะอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนบนพื้นที่สูง ให้สามารถพึ่งพาตนเอง และเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศได้อย่างยั่งยืน</p>

<p>ที่มา https://www.bppsf.com/wp-content/uploads/2022/12/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-5.pdf</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202604280fa8cdf0fa2b6c7cf91ea0f81d71792c145829.jpg' type='image/jpg' length='1490689' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถาบันสิริกิติ์ งานคร่ำ]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3395/iid/498463</link>
<guid isPermaLink="false">e37de79dbff83654000b6d3185f7ea33</guid>
<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 14:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; งานคร่ำ เป็นงานช่างศิลป์ไทยที่ครั้งหนึ่งเกือบจะสูญหายไปจากแผ่นดิน แต่ด้วยพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมุ่งมั่นรักษาหัตถศิลป์โบราณของไทยไว้ จึงมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูงานคร่ำขึ้นมาอีกครั้ง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; งานคร่ำ เป็นการประดิษฐ์ลวดลายด้วยการฝังเส้นเงินหรือเส้นทองคำลงบนโลหะที่เป็นเหล็ก ด้วยเทคนิควิธีโบราณ โดยการทำผิวหน้าของเหล็กให้ขรุขระด้วยการสับเป็นเส้นตัดไปมาตามทิศทางต่าง ๆ ซึ่งเรียกว่า &ldquo;สับเหล็ก&rdquo; เมื่อฝังเส้นเงินหรือเส้นทองลงไปตามลวดลายบนเหล็กที่สับแล้ว หนามเหล็กที่เกิดขึ้นจะทำหน้าที่คล้ายหนามเตย คอยยึดเส้นเงินหรือเส้นทองไว้ตามลวดลาย</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/2026042852ef6a9cec228d8757949542626d7e50143045.jpg' type='image/jpg' length='860682' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถาบันสิริกิติ์ งานถมทอง]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3395/iid/498467</link>
<guid isPermaLink="false">ff95e4e6372de2924228f0147eb67de2</guid>
<pubDate>Sun, 29 Mar 2026 14:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; งานถมทอง เป็นศิลปะไทยโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา &ldquo;เครื่องถม&rdquo; นับเป็นหนึ่งในเครื่องราชูปโภคและเครื่องประกอบพระอิสริยยศของเจ้านายและขุนนางไทยมาแต่โบราณ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เครื่องถมทองได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปหัตถกรรมชั้นสูงที่สะท้อนถึงความประณีตแห่งภูมิปัญญาช่างไทย และความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม จึงโปรดให้ใช้เครื่องถมเป็นเครื่องราชบรรณาการแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส</p>

<p>&nbsp; &nbsp; การทำเครื่องถมเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่ต้องผ่านหลายขั้นตอน แต่ละขั้นตอนต้องอาศัยทั้งฝีมือ ความรู้ ความชำนาญ และความประณีต ประกอบกับวัสดุที่ใช้มีมูลค่าสูง จึงทำให้ศิลปะการทำเครื่องถมเคยอยู่ในภาวะใกล้สูญหาย</p>

<p>&nbsp; &nbsp; สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชดำริฟื้นฟูงานเครื่องถมให้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง ทำให้ผู้คนหันกลับมาเห็นคุณค่าของงานฝีมืออันทรงคุณค่านี้ โดยโปรดให้จัดตั้ง &ldquo;แผนกถมทอง&rdquo; ขึ้นเป็นหนึ่งในแผนกของสถาบันสิริกิติ์ สวนจิตรลดา<br />
ปัจจุบัน ช่างฝีมือแผนกถมทองของสถาบันสิริกิติ์มีความสามารถในการประดิษฐ์เครื่องถมในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างประณีตงดงาม พร้อมทั้งพัฒนาฝีมือจนสามารถสร้างสรรค์ผลงานหัตถศิลป์ชิ้นเอก โดยยังคงรักษารูปแบบและกรรมวิธีการทำเครื่องถมแบบโบราณที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยาไว้ได้อย่างครบถ้วน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20260428163517a65bab7c7123c4f44304b39f93143319.jpg' type='image/jpg' length='703516' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เมื่อ ๑ ในสตรีที่แต่งกายงามที่สุดในโลก ถูกคุณยายในชนบทวิจารณ์เรื่องสีเสื้อ!]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3395/iid/498474</link>
<guid isPermaLink="false">c2cb5e697cba975c790b539f97856009</guid>
<pubDate>Sat, 28 Mar 2026 14:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสุภาพสตรีที่แต่งกายงดงามที่สุดในโลก แต่เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดาร พระองค์กลับทรงมีความเป็นกันเองและเข้าถึงง่ายอย่างยิ่ง ชาวบ้านสามารถพูดคุยกับพระองค์ด้วยภาษาง่าย ๆ ตามธรรมชาติ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; ครั้งหนึ่ง พระองค์ได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่ เดนิส เกรย์ นักข่าวจากสำนักข่าว AP และทรงเล่าถึงเหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยพระราชอารมณ์ขันว่า มีคุณยายชราคนหนึ่งในชนบทเดินเข้ามาสวมกอดพระองค์อย่างสนิทสนม พร้อมเรียกพระองค์ว่าเป็น &ldquo;ลูกสาวของยาย&rdquo; ยิ่งไปกว่านั้น คุณยายยังให้คำแนะนำปนวิจารณ์เรื่องการแต่งกายของพระองค์ด้วยความเอ็นดูว่า &ldquo;สีเสื้อผ้าฉลองพระองค์วันนั้นไม่เข้าชุด และไม่เหมาะกับพระองค์เลย&rdquo;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; แทนที่จะทรงขัดเคือง พระองค์กลับทรงรับฟัง และนำเรื่องราวนี้มาเล่าต่อด้วยความเบิกบานพระทัย เหตุการณ์เล็ก ๆ แต่น่ารักนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความใกล้ชิดและความผูกพันอันอบอุ่นที่พระองค์ทรงมีต่อประชาชนชาวไทย ประดุจคนในครอบครัวอย่างแท้จริง</p>

<p>ขอบคุณที่มาข้อมูล &ndash; รายการ ในบริบท โดย สมเกียรติ อ่อนวิมล<br />
https://www.youtube.com/watch?v=SgUjjzHqIoE</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20260428e997384e56a929209b8bfcbc6d040fda143849.jpg' type='image/jpg' length='308732' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[แหล่งน้ำมันสิริกิติ์รากฐานพลังงานบนแผ่นดินไทย]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3395/iid/489055</link>
<guid isPermaLink="false">16d0e02536c5eadacb69b2e69fb03843</guid>
<pubDate>Wed, 25 Mar 2026 10:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่า ประเทศไทยของเรามีขุมทรัพย์ใต้ดินอันล้ำค่าที่ช่วยหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ<br />
มาอย่างยาวนาน นั่นคือ &ldquo;แหล่งน้ำมันสิริกิติ์&rdquo; ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันดิบบนบกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่หลักในตำบลลานกระบือ อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร และครอบคลุมพื้นที่รอยต่อ&nbsp;3 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร พิษณุโลก และสุโขทัย รวมพื้นที่ประมาณ 1,326 ตารางกิโลเมตร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2526 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิด และพระราชทานนามอันเป็นมงคลยิ่งให้แก่แหล่งน้ำมันแห่งนี้ว่า &ldquo;แหล่งน้ำมันสิริกิติ์&rdquo; พร้อมทั้งพระราชทานชื่อน้ำมันว่า &ldquo;น้ำมันดิบเพชร&rdquo;&nbsp;&nbsp;ซึ่งนับเป็นหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของวงการพลังงานไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ แหล่งน้ำมันแห่งนี้ได้ทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญด้านเศรษฐกิจและพลังงาน เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่ช่วยลดภาระการนำเข้าน้ำมันดิบของประเทศ และประหยัดเงินตราต่างประเทศได้อย่างมหาศาล ผลผลิตจากแหล่งน้ำมันสิริกิติ์ได้สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกลับสู่ประเทศ ผ่านการจัดเก็บค่าภาคหลวงและภาษีปิโตรเลียม โดยรายได้ดังกล่าวถูกจัดสรรกลับคืนสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิต โครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่ นอกจากนี้ การดำเนินงานของแหล่งน้ำมัน<br />
ยังส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างงาน และการสร้างอาชีพให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>ที่มา : https://www.finearts.go.th/main/view/19269</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/2026032784e27ccf14ac9d9d5ec5531761915336104452.jpg' type='image/jpg' length='1427400' />
</item>
</channel>
</rss>
