<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[คลังความรู้]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/index/id/8</link>
<atom:link href="https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/index/id/8" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[อย่าปล่อยให้ลูกอ้วน]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/345171</link>
<guid isPermaLink="false">c0d1389b76400543db30903bd03b0e9b</guid>
<pubDate>Tue, 03 Dec 2024 14:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แพทย์และนักโภชนาการกล่าวว่า อาหารที่เด็กกินอย่างไม่ถูกสุขลักษณะหรืออาหารที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดสารส่วนเกินในร่างกาย โดยเฉพาะอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลมากเกินไปทำให้เกิดโรคอ้วนในเด็ก ซึ่งมีวิธีป้องกันได้คือ ลดหรือเลิกการบริโภคอาหารจำพวกนี้ และพ่อแม่ผู้ปกครองก็จะเป็นบุคคลสำคัญที่จะปลูกฝังนิสัยในการกินให้ลูกตั้งแต่แรก เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องฝึกหัดตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น ถ้าหัดให้เด็กกินผลไม้ตั้งแต่เด็ก ๆ เขาก็จะคุ้นเคยและมักชอบอาหารเหล่านี้ไปด้วย</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องกังวลกับน้ำหนักของลูกในช่วง ๑๒ เดือนแรก เพราะเป็นเรื่องธรรมดา และการที่เด็กอ้วนจ้ำม่ำในวัยนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะโตเป็นเด็กอ้วนหรือผู้ใหญ่อ้วนเสมอไป ที่สำคัญพัฒนาการทางสมองของเด็กวัยสองขวบแรกจำเป็นต้องอาศัยสารอาหารซึ่งมีอยู่ในไขมันด้วย จึงไม่ควรกังวลกับความอ้วนของลูกในช่วง ๑๒ เดือนแรก</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อไรที่พ่อแม่ควรสังเกตภาวะเด็กอ้วน โดยปกติสัญญาณอาจบ่งบอกตั้งแต่ลูกพ้นวัยสองขวบขึ้นไปและหากอายุถึงสี่ขวบแล้วลูกยังอ้วนอยู่พ่อแม่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรตรวจสอบภาวะโภชนาการเกินในเด็กโดยใช้น้ำหนักเปรียบเทียบกับน้ำหนักมาตรฐานที่ความสูง อายุ และเพศเดียวกัน หากน้ำหนักเกินร้อยละ ๒๐ ของน้ำหนักมาตรฐานสำหรับเด็ก ถือว่าเป็นโรคอ้วน เช่น&nbsp; &nbsp; เด็กสูง ๑๒๐ เซนติเมตร แต่น้ำหนักเกิน ๓๐ กิโลกรัม ขณะที่น้ำหนักมาตรฐานของเด็กควรอยู่ระหว่าง ๒๐ &ndash; ๒๘ กิโลกรัม แสดงว่าเริ่มมีปัญหาเรื่องอ้วน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อย่างไรก็ตามปัญหาเรื่องความอ้วนของเด็กไม่ได้อยู่ที่ปริมาณอาหารเท่านั้น&nbsp;แต่ขึ้นอยู่กับว่าเด็กบริโภคอะไรด้วย ดังนั้น การจัดอาหารให้เด็กก็ต้องเลือกว่าควรจะให้เด็กบริโภคได้ ไม่ใช่ที่บ้านมีแต่อาหารว่างจำพวกขนมขบเคี้ยวแคลอรีสูงเต็มไปหมด การจัดอาหารให้เด็กจึงควรดูแลให้เด็กได้กินผัก ผลไม้ รวมทั้งอาหารไขมันต่ำ แต่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงด้วย การปอกผลไม้ที่รสไม่หวานแช่ตู้เย็นไว้แทนของจุบจิบจะช่วยให้เด็กคุ้นเคยกับการรับประทานผลไม้ นอกจากนี้ภาวะน้ำหนักเกินในเด็กยังมีส่วนเกี่ยวพันกับพฤติกรรมการทำกิจกรรมของเด็ก เช่น การดูโทรทัศน์ เล่มเกมคอมพิวเตอร์ เป็นกิจกรรมโปรดของเด็กยุคนี้ที่ล้วนแต่ส่งผลให้น้ำหนักตัวเด็กเพิ่มขึ้นทั้งนั้น เพราะกิจกรรมดังกล่าวไม่ได้ช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกายแต่อย่างใด</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การออกกำลังกายควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารจะช่วยลดไขมันส่วนเกินได้&nbsp;อย่าปล่อยให้เด็กอ้วนจนแก้ไขยาก ควรป้องกันภาวะโรคอ้วนแต่เนิ่น ๆ เพราะโรคอ้วนไม่เพียงแต่ทำให้เด็กขาดความเชื่อมั่นในตัวเองเท่านั้น แต่ยังเป็นที่มาของโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ อีกมากมาย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202412031eab59ad823f683cfeda2e45d9536d4f142158.jpg' type='image/jpg' length='110478' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไขความลับอาหารเสริม “คอลลาเจน”]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/344757</link>
<guid isPermaLink="false">f4c864c9140dbf2a40defa933d36a5fd</guid>
<pubDate>Mon, 02 Dec 2024 14:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปัจจุบันทุกคนเป็นห่วงเรื่องภาพลักษณ์ภายนอกที่ส่งผลให้ผู้ที่เราติดต่อด้วย ประทับใจตั้งแต่แรกพบ ทั้งเรื่องของ ความสวย ความงาม การมีผิวขาวใสและดูเด็กกว่าวัย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการแข่งขันทางการตลาดจากการโฆษณาของผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม อาหารเสริม และสถานเสริมความงามที่เปิดขึ้นมามากจนเห็นได้ทั่วไป ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือแม้แต่ตลาดนัดที่ขายของราคาไม่แพง มักจะเห็นผลิตภัณฑ์ที่อวดอ้างสรรพคุณให้ผอมสวย ขาว หุ่นดี&nbsp; โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์คอลลาเจน (Collagen) ที่โฆษณาว่าทำสามารถลบริ้วรอย ไม่แก่ก่อนวัย แถมยังช่วยให้ผิวขาวขึ้นอีกด้วย&nbsp;วันนี้เรามาทำความรู้จักกับคอลลาเจนกันก่อน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คอลลาเจนคืออะไร คอลลาเจน มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกจากคำว่า &ldquo;Kolla&rdquo; แปลว่า กาว เพราะในสมัยก่อนได้นำเอาหนังและเอ็นม้า มาเคี่ยวจนกลายเป็นกาว เพื่อเป็นส่วนประกอบในการผลิตเชือก และเครื่องใช้ในครัวเรือน และมีหลักฐานว่ามีการใช้งานกาวในลักษณะดังกล่าวนี้มานานถึง 8,000 ปีแล้ว คอลลาเจน (Collagen) เป็นโมเลกุลของโปรตีนที่มี Polypeptide 3 สายประกอบกันเป็นเกลียวเส้นใย มีหน้าที่สำคัญในการเชื่อมและยึดจับเซลล์เนื้อเยื่อเข้าด้วยกัน เช่น เส้นเอ็น ข้อต่อกระดูกต่างๆ รวมถึงช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อและเส้นเลือด สามารถพบได้ทั่วไปในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยมีปริมาณถึงร้อยละ 33 ของโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย โดยปกติทั่วไป</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผิวหนังมีคอลลาเจนเป็นโครงสร้างอยู่มากจึงมีความยืดหยุ่นดีไปด้วย คอลลาเจนนั้นไม่ได้มีอยู่ที่ผิวหนังส่วนนอกเท่านั้น อวัยวะภายในร่างกายก็มีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบอยู่จำนวนมากเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ส่วนของพังผืด (Fascia) กระดูกอ่อน เอ็นกล้ามเนื้อ และกระดูก ส่วนคอลลาเจนที่เป็นส่วนประกอบหลักของชั้นผิวนั้น มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เคราติน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งจะอยู่ในรูปแบบยาเม็ด ยาผงละลายน้ำดื่มหรือผสมในอาหารเสริมชนิดต่างๆ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจำเป็นต้องผ่านกระบวนการย่อยโปรตีนทุกชนิดก่อนจะถูกเอนไซม์หลายชนิดในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กย่อยสลายจากโปรตีนที่เป็นสายยาว ก็จะถูกเอนไซม์ตัดเป็นชิ้นเล็กลงเหลือเพียงหน่วยย่อยที่เล็กที่สุด คือกรดอะมิโน จากนั้นร่างกายของเราจะดูดซึมกรดอะมิโนตัวนั้นอีกที เพื่อนำไปประกอบกันขึ้นใหม่เป็นโปรตีนที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ รวมทั้งการสร้างคอลลาเจน ดังนั้นคอลลาเจนที่เรารับประทานเข้าไป เพื่อหวังจะให้ไปเติมเต็มส่วนที่สูญเสียไปจึงไม่สามารถถูกดูดซึมไปได้โดยตรง แล้วไปอยู่ที่ผิวหนังได้เลยซึ่งก็แปลว่า คอลลาเจนที่รับประทานเข้าไปไม่เหลือคุณสมบัติของคอลลาเจนอีกต่อไป</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การทานคอลลาเจนนั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องผิวขาวแต่อย่างใด ถ้าสามารถทำให้ผิวขาวได้ น่าจะเป็นเพราะสารตัวอื่นที่ปนอยู่ในยาตัวนั้นมากกว่า ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า&nbsp; &nbsp;จะมีการผสมกลูตาไธโอน หรือผสมสารปรอทและแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้สามารถทำให้ผิวขาวขึ้นได้จริง แต่ก็มีผลกระทบต่อร่างกาย เช่น การทำให้ตับ ไต เสีย ยิ่งถ้ากินติดต่อกันไปก็เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากต้องการเพิ่มคลอลาเจน เพราะไม่ต้องการให้ร่างกายเสื่อมโทรมเร็วเกินไป คุณต้องทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ เบตาแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี เพราะวิตามินดังกล่าวมีคุณสมบัติปกป้องและเพิ่มความแข็งแรงของคอลลาเจนและอิลาสตินได้ดี สารอาหารเหล่านี้มีในผัก ผลไม้ บีทรูท แครอท ฟักทอง กล้วยน้ำว้า นอกจากนี้ยังต้องดื่มน้ำสะอาดและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีมลพิษ งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่กันไป</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ท่านที่กำลังจะตัดสินใจซื้อคอลลาเจนมารับประทาน คงต้องคิดให้ดี นอกจากจะไม่ได้ผลตามที่ต้องการแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อการได้รับสารอันตรายที่ปะปนมากับตัวอาหารเสริม หรือยาตัวนั้นๆอีกด้วย&nbsp; ทางที่ดีควรทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงการดื่มของมึนเมา และสูบบุหรี่ และรู้จักบำรุงผิวพรรณอยู่เสมอ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ดูเด็กกว่าวัยได้แล้ว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20241202b2ef3304b8b304bb14832131fd3b2f0a145125.jpg' type='image/jpg' length='69779' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เติมอาหารสมอง ด้วยปลาทู]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/344740</link>
<guid isPermaLink="false">cfca6b90d718f6ef61d4a28a4513d510</guid>
<pubDate>Mon, 02 Dec 2024 14:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อเอ่ยถึงปลาทู เชื่อว่าทุกคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดี เนื่องจากมีการรับประทานกันมาอย่างยาวนานซึ่งคาดว่าน่าจะย้อนหลังไปถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ปลาทูเป็นปลาที่หาซื้อรับประทานได้ง่าย สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายประเภททั้ง ต้ม ผัด แกง ทอด ย่าง ยำ ได้ทุกประเภท แต่ส่วนใหญ่น้อยคนจะรู้ว่า ปลาทู มีสารอาหารที่มีประโยชน์และจำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปลาทู หรือมีอีกชื่อคือ Mackerel (แมคเคอเรล) เป็นปลาทะเลที่อยู่ในสกุล Rastrelliger (เรสท์เทรลไลเจอร์) ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับ ปลาโอ, ปลาอินทรี, และปลาทูน่า มักอยู่รวมกันเป็นฝูงบริเวณกลางน้ำถึงผิวน้ำ ในน่านน้ำไทยสามารถพบปลาทู 5 สายพันธุ์ด้วยกัน เช่น ปลาทู ปลาลัง ปลาทูปากจิ้งจก ปลาทูแขก ปลาทูแขกครีบยาว&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จุดเด่นของปลาทูคือ มีสารอาหารที่เรียกว่า โอเมก้า 3 (Omega-3) จำนวนมากโอเมก้า 3 เป็นกรดชนิด หนึ่งที่ช่วยลดไตรกรีเซอร์ไรน์(triglycerides)ซึ่งเป็นไขมันชนิดหนึ่งในกระแสเลือด ลดการก่อตัวของคราบสะสมไขมันในหลอดเลือดแดง&nbsp; อีกทั้งยังช่วยลดภาวะการอักเสบทั่วร่างกายอีกด้วย โอเมก้า 3 เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อสมองเป็นอย่างมากในการที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ และการแก้ไขปัญหา มีสมาธิ ความจำดี ปรับภาวะสมดุลของอารมณ์และช่วยรักษาสุข ภาพของสมองเมื่อสูงอายุ นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามินดีซึ่งเป็นตัวที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัสเพื่อให้ร่างกายนำไปเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอตามส่วนต่าง ๆ อีกทั้งยังมีไอโอดีนที่ทำหน้าที่ควบคุมให้ร่างกายเจริญเติบโต ในเนื้อปลาทู 100 กรัม มีสารโอเมก้า 3 ประมาณ 2-3 กรัม ซึ่งในหนึ่งวันนั้นร่างกายต้องการ&nbsp; โอเมก้า 3 ประมาณวันละ 3 กรัม ปลาทูจึงจัดว่ามีโอเมก้า 3 อยู่สูงมากเมื่อเทียบกับปลาชนิดอื่น อย่างไรก็ตามปลาทูถึงจะมีประโยชน์มากมายแต่สำหรับสตรีมีครรภ์ หรือสตรีช่วงให้นมบุตรไม่ควรรับประทานปลาทูมากเกินไปเนื่องจากมีสารจำพวก เมธิลเมอคิวรี่ (methylmercury) เพราะจะส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก และทารกในครรภ์ได้ องค์การอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐอเมริกาแนะนำว่าไม่ควรรับประทานเกินสัปดาห์ละ 6-12 ออนซ์&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เนื่องจากปลาทูมีลักษณะคล้ายกับปลาในกลุ่มเดียวกันอย่างมาก เวลาเลือกซื้อควรพิจารณาหลายส่วนประกอบกัน เช่น ตัวสั้น ป้อม ตาใส สีของปลาจะใสไม่ว่าจะเป็นสีน้ำเงินแกมเขียวของส่วนบน หรือสีขาวของส่วนล่าง กดที่เนื้อปลาเนื้อจะนิ่ม และมีมันสีเหลืองเยิ้มอยู่ตามตัว หากเนื้อแข็งแสดงว่าปลาไม่สด และมีรสเค็มเกินไปรับประทานไม่อร่อยหากนำมาประกอบอาหาร&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20241202fb67601c8065ed44f213c703d3a74a20144227.jpg' type='image/jpg' length='50744' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เลือกอาหารตักบาตรพระอย่างไรดี]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/344723</link>
<guid isPermaLink="false">02ca4901826cadeec6163cdf33f77069</guid>
<pubDate>Mon, 02 Dec 2024 14:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประเพณีการทำบุญตักบาตรมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระภิกษุจะถือบาตรออกบิณฑบาตเพื่อรับอาหารหรือทานอื่นๆ ตามหมู่บ้านในเวลาเช้า ผู้คนที่ออกมาตักบาตรจะนำข้าว อาหารแห้ง มาถวายพระ ซึ่งชาวพุทธถือกันว่าเป็นการสร้างกุศลและแผ่ส่วนกุศล โดยเชื่อกันว่าอาหารที่ถวายไปนั้นจะส่งถึงญาติผู้ล่วงลับด้วยเช่นกัน หรือบางคนอาจจะมีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถบริโภคอาหารได้ตามปกติ แต่อยากรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของไขมัน แป้งและน้ำตาล ทั้งที่รู้ว่าเป็นอันตรายต่อร่างกาย จะทำให้ไขมันและน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เกิดโรคอ้วนและอื่นๆ ตามมา แต่เมื่อไม่สามารถรับประทานเองได้จึงนำมาถวายพระ เพราะความเชื่อที่ว่าเก็บไว้กินชาติหน้าหรือชาติต่อๆไป จึงทำให้อาหารที่ใส่ไปในบาตรพระไม่ได้คุณค่าตามหลักโภชนาการ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ดังนั้น การเลือกอาหารใส่บาตรให้คำนึงถึงสุขภาพของพระสงฆ์ที่มารับบิณฑบาตว่าควรเลือกอาหารอย่างไรเพื่อให้พระสงฆ์ปราศจากโรคที่ตามมา อาทิ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง โรคหัวใจ หรือโรคหัวใจตีบ ซึ่งเกิดจากการฉันอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลมากเกินไป พุทธศาสนิกชนควรเลือกอาหารตักบาตรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของพระสงฆ์และถูกหลักโภชนาการ เช่น ควรเลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันจนเกินไป เน้นอาหารจำพวกเนื้อปลา ไข่ขาว เต้าหู้ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอล เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล เนย เนยแข็ง ครีม ไอศกรีม หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง หรืออาหารที่ทอดในน้ำมันมาก เช่น ปาท่องโก๋ ไก่ทอด หมูสามชั้น หรือหมูติดมันทอด สำหรับผลไม้ควรเลือกที่รสไม่หวานจัดจนเกินไป เพราะอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของพระภิกษุในระยะยาวได้ สำหรับอาหารที่จะนำไปถวายควรเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ อาทิ ข้าวต้มปลาทรงเครื่อง น้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง ปลานึ่งผักลวก ผลไม้ หรือเครื่องดื่มสุขภาพ&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ อาหารที่เหมาะกับพระภิกษุสงฆ์ควรประกอบไปด้วยสารอาหารครบทั้ง ๕ หมู่ ที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แบ่งเป็น ๓ กลุ่ม&nbsp;</p>

<p>กลุ่มที่หนึ่ง อาหารจากธัญพืช คือข้าวประเภทต่างๆ อาทิ ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ โฮลวีท รำข้าว งาดำ ลูกเดือย เห็ด และพืชตระกูลถั่ว ธัญพืชที่ไม่ขัดสีจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะมีเส้นใยสูง มีสารอาหารครบ ๕ หมู่ มีวิตามินบี อี ช่วยให้หลอดเลือดมีสุขภาพดีป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้ ป้องกันโรคเหน็บชา ตะคริว ช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอล ช่วยบำรุงระบบประสาทในสมอง&nbsp;</p>

<p>กลุ่มที่สอง อาหารที่มีแร่ธาตุ ส่วนใหญ่จำพวกพืชผัก ซึ่งมีวิตามินและแร่ธาตุสูง มีเส้นใยที่ช่วยให้ขับถ่ายเป็นปกติ จะช่วยป้องกันโรคร้ายต่างๆ ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด&nbsp;</p>

<p>กลุ่มที่สาม คือ ผักเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะผักตามฤดูกาล เพราะได้ผักที่สดและราคาถูก หรือผักโครงการปลอดสารพิษ เพราะผักแต่ละชนิดจะมีสรรพคุณทางยาที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อย่างไรก็ตาม การเลือกอาหารใส่บาตรควรคำนึงถึงสุขภาพของพระสงฆ์เป็นหลักแล้ว ยังจะเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอีกทางหนึ่งด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202412026d02aace5c78a43e96674ab76f1541c4142119.jpg' type='image/jpg' length='169154' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ผลไม้บอกนิสัย  ]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/344710</link>
<guid isPermaLink="false">d642b1ccabfa533223e4983cca95892e</guid>
<pubDate>Mon, 02 Dec 2024 14:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กล้วย</strong> อุดมด้วยโพแทสเซียม คาร์โบไฮเดรต ย่อยง่าย ช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิต ลดความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหาร และลำไส้ สำหรับคนที่ชอบทานกล้วย ภายนอกดูจะเป็นคนเงียบขรึม แต่นิสัยจริงๆ คืออ่อนไหวง่าย ถ้าถูกใครพูดกระทบกระแทกหน่อยก็จะเก็บเอาไปคิดน้อยใจเสียใจ เป็นคนโอบอ้อมอารี มีเหตุผล รอบคอบ มองการณ์ไกล ชอบวางแผนอนาคตให้ตัวเองและคนที่อยู่รอบข้างเสมอ เป็นคนนิสัยรักสันโดษ เป็นคนที่มีจิตเป็นกุศล ชอบทำบุญแก่คนทุกข์ยาก&nbsp;</p>

<p><strong>เงาะ</strong> อุดมด้วยวิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ใยอาหาร ป้องกันหวัด ต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง บรรเทาอาการท้องร่วง สำหรับสาวๆ ที่ชอบกินเงาะจะเป็นคนค่อนข้างขี้เล่น สามารถทำให้คนรอบข้างมีความสุขได้ ถึงคุณจะขี้โม้ไปบ้างแต่เพื่อนๆ ก็ชอบในความร่าเริงสนุกสนานของคุณ<br />
<strong>แตงโม</strong> มีเบต้าแคโรทีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ใยอาหาร บรรเทาอาการกระหายน้ำ บำรุงสายตา บำรุงไต บำรุงกระดูกและฟัน ขับคอเลสเตอรอล รักษาระดับน้ำตาลในเลือด เป็นของว่างจานโปรดสำหรับสาวใจกว้าง อ่อนโยน มีน้ำใจกับมิตรสหาย ซื่อสัตย์ไม่คิดทรยศ เป็นคนง่ายๆ มองโลกในแง่ดี จะไม่ค่อยโวยวายหรือคิดมากวิตกกังวล ตั้งอกตั้งใจทำงานดี แต่มักแพ้ภัยแก่เพศตรงข้าม และคนที่ชอบกินแตงโมจะเป็นคนที่รักใคร่เอ็นดูของเพื่อนฝูงอีกด้วย</p>

<p><strong>มังคุด</strong> บรรเทาอาการร้อนใน รักษาโรคท้องร่วง มีใยอาหารสูงช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ&nbsp;เหมาะสำหรับคนที่เก็บเนื้อเก็บตัว ช่างฝันและมีอารมณ์โรแมนติก อ่อนไหวง่าย รักใครได้ง่ายๆ และเก็บเอาไปนึกคิดคนเดียว แต่ไม่นานก็ลืมเอาดื้อๆ แล้วก็ไปหลงคนอื่นต่อไปเรื่อยเปื่อย พูดง่ายๆ คือเป็นผลไม้สำหรับคนเจ้าชู้ไงจ๊ะ<br />
<strong>ลองกอง</strong> เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก เปลือกมีน้ำมันชันใช้เป็นยารักษาอาการท้องร่วง และเผาไล่ยุงได้<br />
พวกที่ยึดเอาลองกองเป็นอาหารหลัก เป็นคนรักสันโดษ ชอบเดินทาง ชอบการผจญภัยในที่ที่ตนเองไม่เคยไป อนุรักษ์นิยม<br />
<strong>ลำไย</strong> อุดมด้วยน้ำตาล วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ใยอาหาร บำรุงร่างกาย บรรเทาอาการอ่อนเพลีย บำรุงเลือด บำรุงกระดูกและฟัน&nbsp;<br />
คนชอบทานผลไม้เม็ดเล็กชนิดนี้มักเป็นคนปากหวาน ชอบประจบประแจง ใช้คำพูดยกยอคนให้หลงปลื้ม แต่มักเป็นคนชอบนินทาว่าร้ายคนอื่นลับหลัง<br />
<strong>สตรอเบอรี่</strong> ในตำรายาสมุนไพร เชื่อกันว่าสตรอเบอรี่ มีสรรพคุณรักษานิ่วในไต บรรเทาอาการโรคข้ออักเสบ โรคเกาต์ และโรครูมาติซึม&nbsp;<br />
ถ้าชอบทานสตรอเบอรี่ บอกได้เลยว่าคุณเป็นสาวคุยสนุก มีอารมณ์ขัน ทำให้คนอื่นหัวเราะได้ตลอดเวลา เป็นที่ต้องการของเพื่อนๆ ในกลุ่ม และเมื่อจะพูดคุยหรือทำอะไรก็ต้องมีคนดู คนฟัง และค่อนข้างมีรสนิยมทีเดียว<br />
<strong>มะม่วง</strong> มีวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ฟอสฟอรัส ใยอาหาร ช่วยบำรุงสายตา บำรุงเหงือกและฟัน ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ลดสิว และริ้วรอยก่อนวัย ลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปากมดลูกและลำไส้ใหญ่ คนที่ชอบทานมะม่วงเป็นคนคล่องตัว ไม่ชอบอยู่นิ่ง ชอบลองของใหม่ๆอยู่เสมอ และเป็นคนที่ออกจะเจ้าชู้</p>

<p>&gt; <strong>กระท้อน</strong> คนชอบกินกระท้อน จะมีลักษณะแข็งนอกอ่อนใน ดูภายนอกเหมือนคนก้าวร้าวแต่จริง ๆ จิตใจดี อ่อนไหวง่าย ไม่ชอบความรุนแรง รักสงบ<br />
&gt; <strong>กล้วย</strong> สำหรับคนที่ชอบทานกล้วย ภายนอกดูจะเป็นคนเงียบขรึม แต่นิสัยจริง ๆ คืออ่อนไหวง่าย ถ้าถูกใครพูดกระทบกระแทกหน่อยก็จะเก็บเอาไปคิดเสียใจ เป็นคนโอบอ้อมอารีย์ มีเหตุผล รอบคอบ มองการณ์ไกล ชอบวางแผน อนาคตให้ตัวเองและคนที่อยู่รอบข้างเสมอ เป็นคนนิสัยรักสันโดษ เป็นคนที่มีจิตเป็นกุศล ชอบทำบุญแก่คนทุกข์ยาก<br />
&gt;<strong> เงาะ</strong> สำหรับสาว ๆ ที่ชอบกินเงาะจะเป็นคนค่อนข้างขี้เล่น สามารถทำให้คนรอบข้างมีความสุขได้ ถึงคุณจะขี้โม้ไปบ้างแต่เพื่อน ๆ ก็ชอบในความร่าเริงสนุกสนานของคุณ<br />
&gt; <strong>ชมพู่</strong> สำหรับคนขี้เกรงใจ จะชอบกินชมพู่มากเป็นพิเศษ มีความอดทนสูง ยิ้มได้ในทุกสถานการณ์ แต่เป็นคนมองโลกในแง่ร้ายและคิดมาก แต่ไม่ชอบที่จะทำร้ายจิตใจใครจริง ๆ ดังนั้นถ้าหนุ่มคนไหน ชอบกินชมพู่เป็นพิเศษหล่ะ ก็ควรจะเอาใจเค้าให้มาก เพราะเค้าจะคิดอะไร ๆ ไปในทางลบเสมอ<br />
&gt; <strong>แตงโม</strong> เป็นของว่างจานโปรดสำหรับสาวใจกว้าง อ่อนโยน มีน้ำใจกับมิตรสหาย ซื่อสัตย์ไม่คิดคดทรยศเป็นคนง่าย ๆ มองโลกในแง่ดี จะไม่ค่อยโวยวายหรือคิดมาก ตั้งอกตั้งใจทำงานดี แต่มักแพ้ภัยแก่เพศตรงข้าม และคนที่ชอบกินแตงโมจะเป็นคนที่รักใคร่เอ็นดูของเพื่อนฝูงอีกด้วย<br />
&gt; <strong>ฝรั่ง</strong> สาว ๆ ที่ชอบฝรั่งมักเป็นคนรักอิสระ ชอบที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ไม่ชอบทำอะไรซ้ำซากจำเจ<br />
&gt; มะพร้าว เพื่อน ๆ ที่ชอบมะพร้าวมักเป็นคนใจบุญ มีจิตเป็นกุศล มองโลกในแง่ดี วาจาคมคาย พูดจาเหน็บคนให้เจ็บด้วยใบหน้าที่ใสซื่อเก่งนักแหละ<br />
&gt; <strong>มะละกอ</strong> ผลไม้โปรดของคนที่มีน้ำอดน้ำทนสูง มีความคิดลุ่มลึก คิดเป็นเหตุเป็นผล วางแผนแยบยล โอบอ้อมอารีย์<br />
&gt; <strong>มังคุด</strong> เหมาะสำหรับคนที่เก็บเนื้อเก็บตัว ช่างฝันและมีอารมณ์โรแมนติก อ่อนไหวง่าย รักใครได้ง่าย ๆ และเก็บเอาไปนึกคิดคนเดียว แต่ไม่นานก็ลืมเอาดื้อ ๆ แล้วก็ไปหลงคนอื่นต่อไปเรื่อยเปื่อย พูดง่าย ๆ คือเป็นผลไม้สำหรับคนเจ้าชู้ไงจ๊ะ<br />
&gt; <strong>ลองกอง</strong> พวกที่ยึดเอาลองกองเป็นอาหารหลัก เป็นคนรักสันโดษ ชอบเดินทาง ชอบการผจญภัยในที่ที่ตนเองไม่เคยไป อนุรักษ์นิยม<br />
&gt; <strong>ลางสาด</strong> สำหรับเพื่อน ๆ ที่เลือกลางสาดเป็นผลไม้หลัก จะเป็นคนอนุรักษ์นิยม ยึดมั่นในแนวความคิดเก่า ๆ ชอบวิถีทางที่เคยทำมาแต่ก่อน แต่เป็นคนมีเหตุผล<br />
&gt; <strong>ลิ้นจี่</strong> ผลไม้สำหรับคนชอบทำงานเบา ๆ ไม่ต้องใช้กำลังแรงงานมาก ๆ คนชอบทานลิ้นจี่กลัวเพื่อน ๆ จะลำบากน้อยกว่า เลยให้เพื่อน ๆ เอางานไปช่วยทำซะหมด ตัวเองคอยชักใยอยู่เบื้องหลังสบาย ๆ นี่เอง<br />
&gt; <strong>ลำไย</strong> คนชอบทานผลไม้เม็ดเล็กชนิดนี้มักเป็นคนปากหวาน ชอบประจบประแจง ใช้คำพูดยกยอคนให้หลงปลื้ม แต่มักเป็นคนชอบนินทาว่าร้ายคนอื่นลับหลัง<br />
&gt; <strong>สตรอเบอร์รี่</strong> ถ้าชอบทานสตรอเบอร์รี่ บอกได้เลยว่าคุณเป็นสาวคุยสนุก มีอารมณ์ขัน ทำให้คนอื่นหัวเราะได้ตลอดเวลา เป็นที่ต้องการของเพื่อนๆ ในกลุ่ม และเมื่อจะพูดคุยหรือทำอะไรก็ต้องมีคนดู คนฟัง และค่อนข้างมีรสนิยมทีเดียว<br />
&gt;<strong> สาลี่</strong> ผลไม้คุณหนู ผู้ที่ชอบทานมักจะมีนิสัยอ่อนหวาน สุภาพ อ่อนโยน ไม่ชอบขัดใจใคร มองโลกในแง่ดี ไม่นินทาว่าร้ายใคร นอกจากนี้ยังเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี<br />
&gt; <strong>ส้มเขียวหวาน</strong> เห็นชอบส้มอย่างนี้เป็นคนทันสมัย หัวก้าวหน้า แต่มักมีนิสัยหึงหวงเพศตรงข้ามอยู่เนืองๆ มัธยัสถ์ รู้จักใช้จ่าย<br />
&gt; <strong>ส้มโอ</strong> คนที่ชอบส้มโอจะเป็นคนที่รักความสบาย ความหรูหรา โอ่อ่า ใจอ่อนง่าย ถ้ามีใครๆ มาตื๊อก็คงยอมให้กันทุกอย่างแบบเทกระเป๋าไปเลย<br />
&gt; <strong>สัปปะรด</strong> ผู้ที่ชอบกินเป็นคนที่แคร์คนอื่นมากเกินไป มัวแต่ไปเอาใจคนอื่นเกินไป ทำให้เพื่อนๆ มักจะรำคาญและเบื่อหน่ายอยู่เสมอ<br />
&gt; <strong>องุ่น</strong> ผลไม้ยอดฮิตของคนสวยมีเสน่ห์ เพื่อนๆ ที่ชอบทาน มักเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับคนง่าย นิสัยร่าเริง มีความคิดความอ่านสุขุมรอบคอบ ปากกับใจไม่ค่อยตรงกันนัก ไม่ค่อยชอบบอกเรื่องส่วนตัวให้ใครรู้ง่าย ๆ<br />
&gt; <strong>แอ๊ปเปิ้ล</strong> ผลไม้ของคนขี้เหงา ขาดเพื่อนไม่ได้ เป็นคนไม่ค่อยแคร์เรื่องความรัก คือนึกจะรักใครก็รัก นึกจะเลิกก็เลิกขึ้นมาง่ายๆ แต่จะเป็นคนที่มีความอดทนในเรื่องของการทำงาน&nbsp;</p>

<p>ที่มา http://horoscope.sanook.com/, http://sarakham.nfe.go.th/&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202412026e2f6deccaabf7e5820c2921bbc00e9f141240.jpg' type='image/jpg' length='205098' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ฝึกโยคะรักษาโรค หุ่นเฟิร์ม-เสริมสมรรถภาพ]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/344704</link>
<guid isPermaLink="false">638b9195c33d6851d9c26088c6449969</guid>
<pubDate>Mon, 02 Dec 2024 14:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ไม่แปลกที่สังคมไทยในปัจจุบัน เริ่มหันมาดูแลรักษารูปร่างของตนเองมากยิ่งขึ้น บางคนใช้ยาลดน้ำหนักจนเกิดอันตรายต่อร่างกายและสุขภาพ บางกรณีเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่นการทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ จนทำให้เกิดโรคออฟฟิศซินโดรม บางรายเกิดอาการที่เรียกว่า จุดกดเจ็บบนกล้ามเนื้อ หรือ ทริกเกอร์พอยต์ ซึ่งไม่สามารถปล่อยให้อาการปวดหายเองเหมือนปกติ หรือใช้ยาเพื่อรักษาให้หายได้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.เสาวนิตย์ กมลธรรม แพทย์ทั่วไป สำนักการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า การใช้โยคะ จะช่วยรักษาได้ทุกโรคแต่ต้องใช้ระยะเวลา เพราะเป็นการยืดและเหยียดกล้ามเนื้อ ช่วยรักษาอาการเหล่านี้ได้</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การฝึกหรือการเล่นโยคะ จะช่วยรักษาโรค เพราะโยคะประกอบด้วย ๓ ส่วนคือ ๑.การหายใจ ๒.การทำอาสนะ และ ๓.การฝึกสมาธิ ซึ่งโยคะจะเน้นการหายใจเข้าลึกและหายใจออกนานๆ เพราะจะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมาก ซึ่งโรคต่างๆ ล้วนต้องการออกซิเจนเข้าไปช่วยซ่อมแซมเซลล์ส่วนต่างๆของร่างกาย ส่วนการฝึกโยคะเพี่อช่วยกระชับหุ่นให้สวยงามดูดีก็สามารถทำได้ แต่จะต้องฝึกโยคะอย่างถูกวิธี และต้องใช้พลังงานมากในการเข้าไปช่วยสลายไขมันของกล้ามเนื้อในบริเวณที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว บางท่าของโยคะยังช่วยเข้าไปเสริมสมรรถนะทางเพศได้ด้วย เพราะหลักการของโยคะ คือ แขม่วท้อง ยืดเอว ยืดอก เปิดไหล่ บีบสะบัก และเกร็งก้น ซึ่งการขมิบช่วงล่างและท่าบางท่าของโยคะ จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตของบริเวณอวัยวะเพศ ช่วยเสริมสมรรถนะทางเพศได้</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ตัวชี้วัดว่าการเล่นโยคะได้ผลหรือไม่ คือ ภายหลังการเล่นแล้วจิตใจต้องรู้สึกดี คือ ดูที่อารมณ์และสมาธิเป็นหลัก สำหรับโยคะสามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัยไม่มีข้อจำกัดยกเว้นแต่ผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ ส่วนกลุ่มคนที่ต้องระวัง คือ คนที่เคยดามหรือมีการใส่เหล็กอยู่ภายในร่างกาย&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ที่น่าห่วงคือ เวลาฝึกหรือเล่นแล้วทำท่าไม่ถูกต้อง หรือฝืนความสามารถของร่างกายตัวเอง ซึ่งสองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องย้ำเตือนเพราะบางคนเห็นเพื่อนทำท่าได้มาก ก็พยายามจะทำให้ได้เหมือนกัน โดยที่ไม่ได้ดูข้อจำกัดของร่างกายตัวเอง จึงทำให้เกิดการบาดเจ็บในการเล่นได้ เพราะฉะนั้น การเล่นจะต้องรู้สึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายตัวเองด้วยว่าได้แค่ไหน หากเจ็บแล้วต้องหยุด</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; โรคทุกโรค ต้องใช้เวลาในการรักษา หากเพียงแต่รู้จักวิธีการรักษา โดยไม่ต้องพึ่งยาหรือสารเคมี ก็สามารถทำให้โรคที่รักษายากๆ กลายมาเป็นโรคที่ดูแลรักษาได้ โยคะเป็นหนึ่งทางเลือกที่ดี อีกหนึ่งทางเลือกที่ควรนำมาปฏิบัติ เพื่อบุคลิกภาพที่ดี และผิวพรรณที่ผ่องใส แม้ไม่มีโรคก็เล่นโยคะได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/202412021d771d810fc757244c5d07c5e67e91de140629.jpg' type='image/jpg' length='333979' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดื่มน้ำเต้าหู้เสริมสุขภาพ]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/344695</link>
<guid isPermaLink="false">ae6aee046f305aea4d98ad97cde3687e</guid>
<pubDate>Mon, 02 Dec 2024 13:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; น้ำเต้าหู้ หรือ น้ำนมถั่วเหลือง เป็นเครื่องดื่มที่ให้โปรตีนสูง สามารถรับประทานทดแทนเนื้อสัตว์ได้ อีกทั้งยังมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก ซึ่งในน้ำเต้าหู้ อุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด เช่น คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามิน เอ บี บี1 บี2 บี6 บี12 ซี ดี อี ไนอาซิน และ เลซิทิน อันเป็นสารบำรุงสมอง เพิ่มความทรงจำ ลดไขมันในร่างกาย น้ำเต้าหู้นั้นทางวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาเป็นเวลาหลายสิบปีได้อ้างถึงสรรพคุณในการลดระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด ลดอาการวัยทอง และลดอัตราเสี่ยงของโรคต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคกระดูกพรุน ซึ่งล้วนเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ รวมถึงสารที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่งคือ สารในกลุ่มไอโซฟลาโวนส์ (Isoflavones) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน ในร่างกาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; น้ำเต้าหู้หาดื่มง่าย ราคาถูก ขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก สามารถทำได้โดยนำถั่วเหลืองมาแช่ บด และต้มกับน้ำเพื่อนำมากรอง นำน้ำส่วนที่ได้มาปรุงรสหวานเล็กน้อยและนำมารับประทานได้ทันที&nbsp; อย่างไรก็ตามแม้น้ำเต้าหู้จะมีปริมาณโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม และวิตามินต่าง ๆ น้อยกว่านมวัว แต่น้ำเต้าหู้ก็ไม่ได้ด้อยคุณค่าไปกว่านมวัวแต่อย่างใด ยังคงมีสารอาหารจำเป็นต่อร่างกายอยู่มาก โดยเฉพาะโปรตีนจัดว่าเป็นโปรตีนที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นอยู่ครบถ้วนไม่ด้อยไปกว่าโปรตีนจากแหล่งอื่น อีกทั้งยังมีข้อดีกว่านมวัวบางประการนั่นคือมีส่วนประกอบของใยอาหาร และมีธาตุเหล็กสูงกว่านมวัว นอกจากนี้กรดไขมันไม่อิ่มตัวในน้ำเต้าหู้ยังสูงกว่านมวัวอีกด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แม้ว่าผลการศึกษาค้นคว้าทางโภชนาการจะกล่าวถึงประโยชน์ของโปรตีนจากน้ำเต้าหู้อย่างมากมาย แต่เมื่อรับประทานมากเกินไปอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดโทษได้เนื่องจากในน้ำเต้าหู้นั้นมีสารไฟโตรเอสโตรเจนซึ่งมีฤทธิ์บำรุงสมองในวัยเด็กและผู้ใหญ่ แต่กลับมีผลเสียต่อผู้สูงอายุเพราะจะทำให้ปริมาณเอสโตรเจนสูงเกินไปเป็นตัวการให้เกิดอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของโรคความจำเสื่อม นักโภชนาการจึงแนะนำให้ทานแต่พอเหมาะ ไม่รับประทานเยอะเกินไป ควรรับประทานอาหารหลากหลายชนิด เพื่อร่างกายจะได้ประโยชน์จากการดื่มน้ำเต้าหู้ได้อย่างเต็มที่และเหมาะสม</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20241202ba5e7b9323ade157d29030c64e7b965e135543.jpg' type='image/jpg' length='23853' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รู้จัก คาร์บอนเครดิต โอกาสใหม่เพื่อการฟื้นฟูโลก]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/344691</link>
<guid isPermaLink="false">44ac080d3498b41a871a7efb5b776f55</guid>
<pubDate>Mon, 02 Dec 2024 13:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong> คาร์บอนเครดิต</strong> คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลด/กักเก็บ ได้จากการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิต สำหรับประเทศไทยสามารถดำเนินการได้ผ่านโครงการ T-VER หรือ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) ที่กำกับและดูแลโดย องค์การ บริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.&nbsp; เช่น โครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ โครงการผลิตพลังงานความร้อนโดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวล โครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน โครงการปลูกป่าไม้และอนุรักษ์ป่า เป็นต้น ซึ่งต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของแต่ละมาตรฐานในการทำโครงการ โดยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ อบก. ให้การรับรอง จะเรียกว่า &ldquo;คาร์บอนเครดิต&rdquo; สามารถนำไปซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยน และใช้ในกิจกรรมการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กรณีของประเทศไทย คาร์บอนเครดิต คือ ใบรับรองปริมาณความสำเร็จในโครงการลด/กักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินโครงการ T-VER ที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบ ทวนสอบจากผู้ประเมินภายนอก และได้รับการรับรองจากคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และเมื่อได้รับรองผลการลดก๊าซเรือนกระจก หรือที่เรียกว่าคาร์บอนเครดิตแล้ว ผู้พัฒนาโครงการจึงจะสามารถนำคาร์บอนเครดิตนี้ไปขายในตลาดคาร์บอนได้ โดยผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตส่วนใหญ่ เป็นบริษัทหรือบุคคลที่ทำ CSR&nbsp; ซื้อคาร์บอนเครดิตไปใช้ในการชดเชยเพื่อบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral ทั้งในระดับองค์กร ผลิตภัณฑ์ การจัดประชุม/สัมมนา หรืองาน อีเวนต์ และระดับบุคคล ส่วนผู้ขายหรือผู้พัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจก จะเป็นองค์กรภาครัฐ เอกชน สาขาการผลิต/บริการใดก็ได้&nbsp; หรืออาจจะเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับความสนใจในการเข้าร่วมทำโครงการของผู้พัฒนาโครงการ หากไม่ทำก็ไม่มีบทลงโทษ สำหรับประเทศไทย ได้เข้าร่วมให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต เมื่อวันที่&nbsp; 28 สิงหาคม พ.ศ.2545 โดยไทยอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่ไม่ถูกบังคับให้มีพันธกรณีในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก&nbsp; &nbsp; แต่สามารถร่วมดำเนินโครงการได้ในฐานะผู้ผลิตคาร์บอนเครดิตจากการดำเนินโครงการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ก่อนที่ในปี พ.ศ.2550 คณะรัฐมนตรี มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้จัดตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ขึ้น ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อให้บริการ ดูแล และกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการวัด การรายงาน และการทวนสอบ และให้การรับรองปริมาณการปล่อย การลด และการชดเชยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาโครงการและการตลาดซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรอง เป็นศูนย์กลางข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานการณ์ดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ตลอดจนให้คำแนะนำแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเกี่ยวกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก<br />
คาร์บอนเครดิตจึงถูกนำมาใช้กำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม&nbsp; ในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย เพื่อหวังลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ และกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผลในระยะยาว คือเมื่อภาคประชาชนและภาคเอกชนตระหนักรู้เรื่องภาวะโลกน้อยมากขึ้น ก็จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่ดีต่อโลกมากขึ้น ลงทุนในธุรกิจสีเขียว หรือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เทคโนโลยีพลังงานสะอาด หลังงานทดแทนเป็นต้น แต่ข้อสังเกตสำคัญคือ กระบวนการรับรอง Carbon credit ที่ต้องโปร่งใส ป้องกันปัญหาการหลอกลวง&nbsp;<br />
ในเรื่องของ &quot;คาร์บอนเครดิต&quot; และ &quot;สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก&quot; ยังมีหลายคนสงสัยว่าต่างกันอย่างไร เพราะหลายๆ ครั้งก็จะเจอว่า คาร์บอนเครดิต เป็นสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก &quot;สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก&quot; (Allowance) คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่อนุญาตให้ปล่อยได้ภายใต้ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme: ETS) หรือ Cap and Trade ซึ่งเป็นกลไกประเภท &ldquo;Site Based&rdquo; หรือ &ldquo;Facility Based&rdquo; ในระดับองค์กรที่ใช้กำกับดูแลผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของประเทศให้ลดก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยส่วนใหญ่ จะมีภาครัฐเป็นผู้กำกับดูแล ซึ่งรัฐบาลจะจัดสรรสิทธิฯ ให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงๆ พร้อมกับเป้าหมายในการควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งหากโรงงานปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าสิทธิฯ ที่ตนเองมี จะต้องไปซื้อสิทธิจากโรงงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าเป้าหมาย หรือสิทธิฯ ที่ได้รับนั่นเอง ในทางกลับกัน โรงงานที่มีสิทธิฯ เหลือ สามารถขายสิทธิฯ ได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หลายคนอาจจะมองว่า เรื่อง &quot;คาร์บอนเครดิต&quot; เป็นเรื่องที่ไกลตัว&nbsp; แต่แท้จริงแล้วจะพบว่าการที่เราสนับสนุนสินค้าในภาคอุตสาหกรรม&nbsp; ที่ผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกออกมามากๆ จนสร้างผลกระทบทำให้เกิด &quot;ภาวะโลกรวน&quot; จะบอกว่าเป็นเรื่องไกลตัวคงไม่ได้</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20241202f7a59b81d2e6d44e3df669c233b9e922134030.jpg' type='image/jpg' length='1861510' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปลาสลิด  ปลาประจำจังหวัดสมุทรปราการ]]></title>
<link>https://samutprakan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/343536</link>
<guid isPermaLink="false">6ffbbf0b86a4482470fb3b4c86e9a18f</guid>
<pubDate>Thu, 28 Nov 2024 12:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>ปลาสลิด</strong>หรือปลาใบไม้ เป็นปลาน้ำจืดในภาคพื้นเอเซีย พบมากแถบประเทศไทย กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา และฟิลิปปินส์ สำหรับประเทศไทยปลาสลิดซึ่งเป็นปลาพื้นบ้านของประเทศไทย มีแหล่งกำเนิดอยู่ในที่ลุ่มภาคกลาง ชื่อสามัญ : Snake &ndash; skinned Gourami ชื่อวิทยาศาสตร์ : Trichopodus pectoralis (Regan, 1910) มีรูปร่างลำตัวคล้ายใบไม้ ครีบหลังและครีบก้นยาว ครีบอกใหญ่ ตาโต ปากเล็กอยู่สุดปลายจะงอยปาก ครีบหางเว้าตื้นปลายมน ลำตัวมีสีเขียวมะกอกหรือสีน้ำตาลคล้ำ มีแถบยาวพาดลำตัวสีดำ และมีแถบเฉียงสีคล้ำตลอดแนวลำตัวด้านข้าง มีขนาดเฉลี่ย 10-16 เซนติเมตร ชอบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำนิ่งที่มีพืชน้ำและหญ้ารกตามริมตลิ่ง เป็นปลาท้องถิ่นที่มีความสำคัญของจังหวัดสมุทรปราการ นิยมเลี้ยงมากในพื้นที่อำเภอบางบ่อและอำเภอบางพลี มีรสชาติดี เนื้ออร่อย โดยเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อว่า &quot;ปลาสลิดบางบ่อ&rdquo; และได้รับการประกาศให้เป็นปลาประจำจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2557<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<strong>ประวัติปลาสลิดบางบ่อ</strong>&nbsp; เมื่อปี พ.ศ. 2483 นายผัน ผู้เจริญ หรือ &quot;ลุงผัน&quot; ที่เดิมประกอบอาชีพทำนาข้าว ณ ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ โดยลุงพันได้น่าปลาสลิดมาปล่อยในนาข้าวและได้แพร่พันธ์เป็นจำนวนมาก จึงนำมาประกอบอาหารแล้วพบว่า เป็นปลารสชาติดี จึงสัดสินใจเปลี่ยนแปลงนาที่เริ่มขาดทุน ให้กลายเป็นบ่อเลี้ยงปลาสลิดเต็มรูปแบบในปี พ.ศ. 2500 และด้วยการเลี้ยงปลาอย่างดี ทำให้ปลาสลิดมีรสชาติดีเยี่ยม จนให้zลตอบแทนที่ได้จากการเลี้ยงเพียงครั้งแรก สร้างกำไร นับแสนบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปี พ.ศ. 2506 ลุงผันได้มีโอกาสนำปลาสลิดทูลเกล้าถวายแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร&nbsp; รัชกาลที่ 9&nbsp; ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 ก็ได้รับrระมหากรุณาธิคุณให้เข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสเข้ารับพระราชทานรางวัลเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาสลิดดีเด่น จึงได้พระราชทานฉายานามบ่อปลาสลิด ของลุงผันว่า &ldquo;บ่อปลาสลิดทอง&rdquo; เทียบกับว่าผู้ใดเลี้ยงปลาสลิดเท่ากับมีทองสร้างความปลาบปลื้มให้กับคนในจังหวัดสมุทรปราการ จนทำให้การเลี้ยงปลาสลิดเริ่มกระจายสู่เกษตรกรทั่วไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จากนั้นมาชาวบ้านอำเภอบางบ่อจึงค่อย ๆ เปลี่ยนอาชีพจากการทำนามาเป็นการเลี้ยงปลาสลิด ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ &ldquo;ปลาสลิดบางบ่อ&rdquo; ที่รู้จักไปทั่วประเทศไทย</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.prd.go.th/th/file/get/file/20241128e71f33e4f28265b81df8f74fd2500c8f125055.jpg' type='image/jpg' length='31057' />
</item>
</channel>
</rss>
